“หมอเทวดาผู้รักษามะเร็งรอด”

ตอนที่ 1 *** กำเนิดหมอเทวดา ***


     จากที่ได้บอกเล่าเรื่องราวของครูแพทย์แผนไทยกันมาแล้ว 2 ท่าน บทความชุดนี้ ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น ขอนำเสนอเรื่องราวของผู้ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการแพทย์แผนไทยอีกท่านหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ที่คิดค้นสูตรยาสมุนไพรขึ้นเอง แต่ก็เป็นผู้ที่บุกเบิก ค้นคว้า ทดลองนำสูตรยาสมุนไพรมาใช้เพื่อรักษาโรคที่ได้ชื่อว่าร้ายกาจอย่าง “มะเร็ง” จนชื่อเสียงของท่าน เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง  ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้ว่าท่านคือ “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ” ผู้ที่ได้รับฉายาว่า “หมอเทวดา ผู้รักษามะเร็งรอด”

     ถ้าขับรถผ่านถนนสายสิงห์บุรี-อ่างทอง-ชัยนาท เมื่อถึงตลาดปลาสดเทศบาล ถัดไปจะเห็นบ้านไม้สักหลังใหญ่ที่เปิดเป็นคลินิกแพทย์รักษาผู้ป่วยทั่วไป พร้อมกันนั้น  “หมอสมหมาย” หรือ “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ”  เจ้าของบ้าน ยังรับรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้ยาสมุนไพรต้มควบคู่กับวิธีทางการแพทย์แผนปัจจุบันอีกด้วย

     “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ” เป็นคนสิงห์บุรีโดยกำเนิด พี่ชายคนโตของท่านเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ในวัยเด็กเมื่อถึงเวลาปิดเทอม พี่ชายก็จะพา ด.ช.สมหมายมาเที่ยวเล่นที่โรงพยาบาลด้วยเสมอ ท่านจึงคุ้นเคยกับศิริราชมาตั้งแต่เล็กๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ศิริราชยังเป็นป่า มีตึกเพียง 5 ตึก และยังใช้โรงกระโจมขึงผ้าเป็นห้องทำคลอด

     ด้วยความที่ หมอสมหมาย มีความชื่นชอบในวิชาการแพทย์เป็นทุนเดิม จึงเลือกเรียนในคณะเภสัชศาสตร์ก่อน โดยมีพี่ชายเป็นผู้อุปถัมภ์ ส่งเสียกระทั่งสำเร็จการศึกษาเภสัชศาสตร์บัณฑิตได้รางวัลเหรียญทอง หลังจากจบการศึกษา หมอสมหมายได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ 1 ปี จึงได้ออกมาศึกษาแพทย์ต่อที่ศิริราช ในสมัยนั้นหากใครต้องการเรียนแพทย์ ต้องเรียนที่ศิริราชเท่านั้น เพราะที่อื่นยังไม่มีการเปิดสอนวิชานี้

      หมอสมหมาย เลือกทำงานเป็นเภสัชกรประจำร้านขายยา เพื่อส่งตัวเองเรียนจนจบได้เป็นแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ในปี พ.ศ. 2494 หลังจากนั้น  “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ” หรือ “หมอสมหมาย”ก็ได้กลับมาทำงานเป็นแพทย์ประจำแผนกศัลยกรรมอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่เริ่มทำงาน หมอสมหมายก็มีความสนใจในเรื่องการรักษาโรคมะเร็งมากกว่าโรคอื่นๆ เพราะโรคทางศัลยกรรมโรคอื่นๆ นั้นสามารถรักษาหายได้ง่าย แต่การรักษาโรคมะเร็งนั้นยากมาก

     และเนื่องจากท่านเรียนจบเภสัชศาสตร์ก่อนที่จะมาเรียนแพทย์ จึงเกิดความคิดว่าน่าจะลองค้นคว้าวิจัยสมุนไพรมาช่วยในการรักษาโรคมะเร็งบ้างและอีกประการหนึ่ง ท่านก็มีความเชื่ออยู่เสมอว่า ธรรมชาติทำให้เกิดโรค ดังนั้น ธรรมชาติก็ต้องมีตัวยาแก้โรคให้ด้วยเช่นกัน 

------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 2 *** คุณหมอทรหด ***


     หลังจากเรียนจบ ความตั้งใจเดิมของหมอสมหมาย คือการกลับไปทำงานที่บ้านเกิดจังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจากคุณแม่อายุมากแล้วไม่มีใครคอยดูแล  แต่เมื่อทำงานที่ศิริราชได้ 2 ปีก็ได้บังเอิญพบเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นตำรวจ และเพื่อนก็ขอร้องให้ไปช่วยงานที่โรงพยาบาลตำรวจ จึงตอบตกลง

     เมื่อหมอสมหมาย เดินทางมาถึงโรงพยาบาลตำรวจก็พบว่าที่นั่นยังไม่มีความพร้อมอะไรเลย ท่านต้องเข้าไปบุกเบิกจัดหาบรรดาเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เองจนสามารถทำการผ่าตัดได้  หมอสมหมายประจำอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจจนกระทั่งได้ติดยศเป็นร้อยตำรวจเอก วันหนึ่งได้ทราบข่าวว่าจังหวัดสิงห์บุรีกำลังสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัด จึงแจ้งความประสงค์ต่อหัวหน้าแผนกที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจว่า หากโรงพยาบาลสิงห์บุรีสร้างเสร็จจะขอย้ายไปประจำที่นั่น แต่ไม่ได้รับอนุญาตเพราะหมอสมหมายมาอยู่โรงพยาบาลตำรวจเพียงไม่นานก็สร้างความก้าวหน้าให้โรงพยาบาลได้มากมาย  เมื่อเป็นเช่นนั้น หมอสมหมายจึงเขียนใบลาออกทิ้งไว้แล้วกลับสิงห์บุรีโดยไม่ได้ร่ำลาใคร

“ผ่าตัดกลางทุ่ง”

     โรงพยาบาลสิงห์บุรี ในยุคนั้นยังขาดความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทำให้หมอสมหมายมีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้แบบชวนระทึกมากมาย อย่างในกรณีหนึ่ง มีนายตำรวจได้รับบาดเจ็บถูกผู้ร้ายแทงเข้ากระเพาะอาหารแล้วเลือดตกใน เพื่อนตำรวจพามาพบหมอตอน 5 โมงเย็น หลังโดนแทงถึง 4 ชั่วโมง  จะนำส่งโรงพยาบาลที่มีความพร้อมซึ่งอยู่ในตัวจังหวัดลพบุรีก็ไม่ทัน

     หมอสมหมาย จึงบอกกับคนไข้และญาติว่าต้องเสี่ยงผ่าตัดกันตรงนี้ (กระท่อมกลางทุ่งนา) และเดี๋ยวนี้ เมื่อญาติและคนไข้ตกลง เตียงชั่วคราวจากไม้อัดและอุปกรณ์ผ่าตัดอันได้แก่ ยาดมสลบที่ขอมาจากอนามัยจังหวัด , ยอดไม้ไผ่เหลาสำหรับแขวนน้ำเกลือ , เหล่าเถื่อนสำหรับล้างมือและอุปกรณ์ผ่าตัด , ทิงเจอร์ไอโอดีน , เครื่องมือทำหมันชาย , และด้ายหลอดตราสมอสำหรับเย็บลำไส้และแผล (เพราะไม่มีไหมเย็บ) ก็ถูกจัดเตรียมขึ้น

     กว่าจะพร้อมผ่าตัดจริงก็เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม โชคดีที่ได้พยาบาลตำรวจมาช่วยแต่ก็ต้องใช้แสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุแทนไฟห้องผ่าตัด และใช้ไฟฉายส่องแผลเอา ผ่าตัดไปก็คอยหยิบแมลงที่มาเล่นไฟออกจากแผลไป แต่ผลการผ่าตัดก็เป็นไปได้ด้วยดี คนไข้ปลอดภัย หายเป็นปกติ ทำให้หมอสมหมายมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วจังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดใกล้เคียง

“คลอดทรหด”

     วันอาทิตย์วันหนึ่งเวลาประมาณ 9 โมงเช้า หมอสมหมายได้รับแจ้งจากหัวหน้าประตูน้ำยางมณีในจังหวัดอ่างทองว่าภรรยาคลอดลูกไม่ได้ หมอตำแย หมอชาวบ้านก็หมดปัญญา และร้องขอให้ท่านไปช่วยโดยจะนำเรื่อมารับที่อำเภอบางระจัน  ขณะนั้นโรพยาบาลสิงห์บุรีเปิดทำการแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือต่างพอจะพร้อมอยู่ หมอสมหมายจึงรับปากและให้ญาติคนไข้ช่วยต่อโต๊ะผ่าตัดไว้รอ

     หลังจากเตรียมเครื่องมือครบพร้อมพยาบาลผู้ช่วย 1 คน หมอสมหมายก็ปั่นจักรยานกันไปคนละคัน โดยผูกเครื่องมือไว้ด้านท้ายรถ ทางที่ใช้นั้นก็เป็นทางลูกรังตลอดเส้น ยาวประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นการทำงานที่ทุลักทุเลและพาให้ระทึกอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของท่าน  เมื่อไปถึงพบว่าน้ำคร่ำของแม่แตกมา 2 วันแล้วจึงต้องรีบผ่าตัดเอาเด็กออก ขณะที่ผ่าตัดนั้น ที่บ้านคนไข้ไม่มีพัดลม ต้องให้ญาติมาช่วยกันพัดรอบๆ เตียงเพื่อคลายความร้อนและไล่แมลงวัน จนกระทั่งผ่าเสร็จ ผลออกมาปลอดภัยทั้งแม่และลูก

     ทั้ง 2 เหตุการณ์ที่ประสบมาก นับเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ทำให้หมอสมหมายและผู้ร่วมงานรู้สึกปลื้มใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก ท่านกล่าวว่า “ผมเชื่อว่า..แพทย์สมัยนี้คงไม่มีโอกาสแบบผมอีกแล้ว”

------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 3 *** ค้นพบสมุนไพรรักษามะเร็งรอด ***


     ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี หมอสมหมายก็เริ่มเสาะหายาสมุนไพรที่จะช่วยในการรักษาโรคมะเร็งได้ ในขณะนั้นคนกำลังฮือฮาเรื่องทองพันชั่งรักษามะเร็งกันมาก เมื่อมีคนไข้เป็นมะเร็งมา ท่านจึงทดลองใช้ทองพันชั่งต้มให้คนไข้กินอยู่หลายคน  แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้ผลแต่อย่างใด

     จนกระทั่งวันหนึ่ง ด้วยความที่หมอสมหมายเป็นนักสะสมปุ่มไม้ ท่านจึงขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ เพื่อเสาะหาปุ่มไม้ชนิดต่างๆ จนไปถึงอำเภอวิเชียรบุรี ได้พบกับชายผู้หนึ่งที่มีปุ่มไม้ใหญ่สะสมไว้ ตั้งใจจะเข้าไปขอดูกลับพบเจ้าของปุ่มไม้ป่วยอยู่ มีอาการ เหนื่อยหอบ ชายผู้นั้นเล่าว่าเขาเป็นมะเร็งปอด แพทย์ที่ลพบุรีจะส่งตัวไปรักษาที่ศิริราชแต่เขาไม่ไป เพราะที่ใกล้ๆ นี้มีหมอแผนโบราณใช้สมุนไพรรักษามะเร็งหายได้

     คุยกับสักครู่ หมอสมหมายก็ลากลับและลืมไปไม่ได้นึกถึงคนไข้เจ้าของปุ่มไม้รายนี้อีก จนผ่านไป 8 เดือนจึงนึกถึงปุ่มไม้ขึ้นได้และตั้งใจกลับไปที่อำเภอวิเชียรบุรีอีกครั้งเพื่อขอซื้อปุ่มไม้  แต่ก็คิดว่าคงต้องถามซื้อจากภรรยาเอา เพราะเจ้าของปุ่มไม้คงเสียชีวิตแล้ว เมื่อไปถึงกลับพบว่าชายผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ แถมแข็งแรงขึ้นมาก เดินเหินได้คล่องเสียด้วย

     จากเหตุการณ์นี้ก็ยังไม่ทำให้หมอสมหมายสนใจหมอแผนโบราณที่เจ้าของปุ่มไม้เล่าให้ฟัง แต่กลับคิดเอาว่าคนไข้ไม่น่าจะเป็นมะเร็งปอด แพทย์คงวินิจฉัยผิดและไม่ได้สนใจยาสมุนไพรตำรับนี้อีกเช่นเคย

     เวลาผ่านไปถึง 4 ปี จนในปีพ.ศ. 2512  มีพ่อค้าชาวสิงห์บุรีคนหนึ่งรู้จักคุ้นเคยกันดีป่วย หมอสมหมายเดินทางไปเยี่ยมก็พบว่าเขาเป็นมะเร็งที่ลิ้นและเป็นมากแล้ว ร่างกายผอมมาก ที่ลิ้นมีแผลขนาดใหญ่ มีเลือดซึมตลอดเวลาและมีกลิ่นเหม็น ผู้ป่วยเล่าว่ารักษาด้วยด้วยฉายแสงที่โรงพยาบาลในกรุงเทพแล้วอาอาการก็ไม่ดีขึ้นเลย แพทย์บอกว่ารักษาไม่ได้ ทำได้เพียงให้ยาบรรเทาปวดเท่านั้น

     พอได้ฟังอย่างนี้ หมอสมหมายก็นึกถึงเจ้าของปุ่มไม้และยาสมุนไพรต้มขึ้นมาทันที จึงรีบเดินทางไปอำเภอวิเชียรบุรีเพื่อขอสมุนไพรมาทดลองต้มให้ผู้ป่วยดื่ม ผลปรากฏว่ายา 4 หม้อแรกที่ผู้ป่วยรับประทานเป็นเวลา 2 เดือนนั้น ทำให้อาการดีขึ้นเรื่อยๆ แผลค่อยๆ ยุบลง กลิ่นเริ่มลดลง น้ำหนักตัวขึ้น อาการปวดดีขึ้น และผู้ป่วยเริ่มพูดได้

     เห็นผลชัดเจนแล้ว หมอสมหมายจึงไปขอสมุนไพรมาอีก 2 ชุด ทานได้อีก 4 เดือน แผลที่ลิ้นของผู้ป่วยก็เกือบหายเป็นปกติ สามารถทำงาน ไปไหนมาไหนได้เหมือนคนปกติทุกอย่าง หมอสมหมายจึงแนะนำว่าให้ไปผ่าตัดก้อนที่คางและลิ้นออก เพื่อไม่ให้มะเร็งลามขึ้นมาอีก หรือไม่ให้แตกเอง เพราะอาจเป็นอันตรายได้ แต่ครั้งนี้ผู้ป่วยไม่ยอม ในที่สุดผู้ป่วยจึงเสียชีวิตจากการที่ก้อนที่คางนั้นแตกออกจนเสียเลือดมากนั่นเอง

 

------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 4 *** กรณีศึกษา มะเร็งปอด มะเร็งกระดูก มะเร็งกระเพาะอาหาร และ มะเร็งผิวหนัง ***


“มะเร็งปอด”

     บ่ายวันหนึ่งในปี พ.ศ. 2514 ขณะที่หมอสมหมายกำลังยืนดูคนงานสร้างสนามโรงพยาบาลสิงห์บุรีอยู่นั้น ได้สังเกตเห็นคนงานคนหนึ่งเข็นรถนั่งที่มีผู้ป่วยนั่งอยู่ผ่านมา สอบถามดูทราบว่าผู้ป่วยเป็นแม่ของคนงาน มีอาการไอเป็นเลือด จึงมาพาตรวจ เมื่อเอกซเรย์ปอดดูจึงพบว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งก้อนขนาดเท่าไข่ไก่ที่ขั้วปอด หมอสมหมายสั่งให้คนงานพาแม่กลับบ้านไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวท่านจะรักษาให้เอง

     ผู้ป่วยรายนี้ หมอสมหมายจัดยาสมุนไพรต้มและวิตามินให้ทานและกำชับว่าห้ามทานยาอื่นเด็ดขาด และต้องมารายงานอาการของแม่ให้ทราบทุกวัน เมื่อทานยาได้ 1 เดือนกลับมาเอกซเรย์ปอดดูพบว่า ก้อนมะเร็งหายไป ท่านให้ผู้ป่วยรายนี้ทานยาต้มต่อเนื่องอีก 3 ปีจึงหยุดยา ผลปรากฏว่ามะเร็งไม่กลับมาอีก จนผู้ป่วยอยู่ได้อีก 6 ปีจึงเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถชน

“มะเร็งกระดูก”

     ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2515 มีผู้ป่วยมาพบหมอสมหมายด้วยโรคมะเร็งกระดูกที่เข้าซ้าย มีอาการบวมมาก ต้องทานยาแก้ปวดตลอดเวลา ผ่านการผ่าตัดมาแล้วและเดินไม่ได้ ญาติต้องคอยอุ้ม สอบถามลูกชายได้ความว่าผู้ป่วยผ่าตัดเข่ามาจากโรงพยาบาลในกรุงเทพ หมอบอกว่าต้องรักษาด้วยการตัดขาบริเวณเหนือเข่า แต่ก็จะได้เพียงบรรเทาอาการปวดเท่านั้น โรคไม่ได้หายไป ผู้ป่วยจึงไม่ยอม จนเมื่อต้นเดือนที่แล้ว ลูกชายผู้ป่วยไปทำฟัน ทันตแพทย์เป็นคนจังหวัดชัยนาทรู้จักชื่อเสียงหมอสมหมายจึงแนะนำมา

     เมื่อตรวจแล้วเห็นว่าเป็นไม่มาก หมอสมหมายจึงยังไม่สั่งยา แต่ลูกชายผู้ป่วยขอร้องอยากทดลองให้พ่อกินยาดู ท่านจึงจัดยาไปให้ทาน 2 เดือน เมื่อครบกำหนดลูกชายผู้ป่วยก็เดินทางมาพบหมอสมหมายพร้อมผลเอกซเรย์ รายงานว่าพ่อดีขึ้นมากเข่ายุบลงมาก ไม่ต้องทานยาแก้ปวดอีกและเริ่มเดินได้เอง หมอจึงจัดยาไปให้อีก 3 เดือน

     เมื่อครบกำหนดลูกชายผู้ป่วยก็กลับมาพร้อมผลเอกซเรย์อีกครั้ง รายงานว่าเข่าพ่อยุบลงเกือบเป็นปกติ เดินได้ดี ไม่ปวดเลย หมอสมหมายจึงจัดยาไปให้อีก 12 หม้อ จนต้นปี พ.ศ.2516 ลูกชายก็กลับมาอีกครั้งพร้อมรวบรวมผลเอกซเรย์ทั้งหมดมาให้หมอสมหมายดู ผลปรากฏว่า เข่าผู้ป่วยยุบลงเป็นปกติ มีแคลเซียมเข้าไปอยู่ในรูกระดูกที่เคยพรูนจนเป็นปกติ และคนไข้อยู่จนเสียชีวิตด้วยโรคชรา

“มะเร็งกระเพาะอาหาร”

     คนไข้รายนี้เป็นชายชาวสุพรรณบุรี อายุ 56 ปี มาพบหมอสมหมายด้วยอาการซูบผอม อาเจียน เบื่ออาหาร เมื่อคลำดูใต้ลิ้นปี่พบก้อนแข็งเคลื่อนที่ได้ เอกซเรย์พบว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ด้วยสภาพร่างกายที่ผ่ายผอมและอ่อนเพลียมาก ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ หมอสมหมายจึงประคองอาการด้วยการให้เลือดและน้ำเกลือเพื่อรอให้แข็งแรงขึ้นก่อน พร้อมกับให้ทานยาต้มควบคู่ไปด้วย

รักษาแบบประคองอาการเช่นนี้ 2 เดือนผู้ป่วยก็แข็งแรงพอจะผ่าตัดได้ หลังการผ่าตัดเรียบร้อยท่านจึงสั่งยาต้มให้ผู้ป่วยทานต่อเนื่องอีกประมาณ 3 ปี ผู้ป่วยมีชีวิตปกติแข็งแรงดี อยู่ได้อีก 12 ปี จึงเสียชีวิต

“มะเร็งผิวหนัง”

     ผู้ป่วยหญิงอายุ 50 ปีมาพบหมอสมหมายด้วยอาการแผลเรื้อรังที่ขมับขวา ตรวจพบเป็นมะเร็งผิวหนัง คุณหมอท่านให้ทานยาต้มต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือนแผลก็แห้งสนิทหรือทิ้งไว้เพียงแผลเป็น หลังจากนั้นจึงทำการผ่าตัดเลาะแผลเป็นออก รายนี้รับประทานสมุนไพรต้มต่อเนื่องอีกประมาณ 3 ปีก็หายสนิท

------------------------------------------------------------------------------------------


 ตอนที่ 5 *** ได้รับการยอมรับจากสากล ***


     ในปี พ.ศ. 2517 มีการประชุมวิชาการทางการแพทย์ของคณะออโธปิติกส์จากกรุงเทพฯ จัดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ หมอสมหมายเห็นเป็นโอกาสดีจึงเข้าร่วมประชุมด้วย โดยนำกรณีคนไข้มะเร็งหัวเข่าไปนำเสนอ พร้อมกับขอรายงานเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งหัวเข่าจากที่ประชุม และขอร้องว่าถ้าพบคนไข้ลักษณะนี้อย่าตัดขา ให้ส่งให้ท่านช่วยรักษา แต่ก็ไม่เป็นผล ทางโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ไม่เคยส่งผู้ป่วยให้ท่านเลย

     เมื่อแพทย์ไทยไม่สนใจ หมอสมหมายจึงเขียนจดหมายไปหาดอกเตอร์แชงค์ ไดเรกเตอร์ทอกซิโคโลยีของรัฐแคลิฟอร์เนีย เล่าว่าพบสมุนไพรตำรับหนึ่ง เพียงให้คนไข้มะเร็งกิน ก็สามารถทำให้มะเร็งฝ่อลงได้ ดอกเตอร์แชงค์สนใจมากติดต่อกลับมาทันทีและนำทีมงานเดินทางมาหาหมอสมหมายถึงจังหวัดสิงห์บุรี

     เมื่อได้เห็นรายงานทั้งหมด ดอกเตอร์แชงค์และคณะต่างให้การยอมรับว่ายาตำรับนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็งและขออนุญาตนำตัวยาและตำรับยานี้ไปวิจัยต่อ แต่หมอสมหมายไม่อนุญาต เนื่องจากอยากให้เป็นผลงานของคนไทย จึงเสนอว่าขอให้ดอกเตอร์แชงค์ส่งสารที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมมาให้แทน แล้วท่านจะทำการวิจัยร่วมกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งดอกเตอร์แชงค์ก็ได้ตอบตกลง

     ผลการจากวิจัยพบว่ายาต้มนี้สามารถทำให้ก้อนมะเร็งในหนูทดลองยุบลงได้จริง แต่หลังจากทำวิจัยได้เพียง 3 ปี อาจารย์ที่ร่วมวิจัยก็ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ การวิจัยจึงจำเป็นต้องหยุดลงเพียงเท่านั้น

------------------------------------------------------------------------------------------


 ตอนที่ 6 *** มะเร็ง…ในมุมมองหมอสมหมาย ***

     นายแพทย์สมหมายกล่าวว่า “คำโบราณบอก รู้จักศัตรู รบสิบครั้ง ชนะสิบครั้ง การทำความรู้จักกับมะเร็งเสียก่อน ย่อมทำให้เราห่างไกลจากโรคร้ายนี้ได้มากที่สุด”

มะเร็งเกิดกับส่วนใดได้บ้าง ?

     มี 3 ส่วนในร่างกายเท่านั้นที่ไม่มีวันเป็นมะเร็ง นั่นคือ เล็บ , ผม และฟัน นอกนั้นสามารถเกิดมะเร็งได้ทั้งสิ้น  มะเร็งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย เกิดจากการกลายสภาพของเซลล์ดีเป็นเซลล์เนื้อร้าย ก่อให้เกิดการทำลายอวัยวะและระบบต่างๆในร่างกาย หลายคนที่เป็นมะเร็งจึงท้อแท้ หมอสมหมายกล่าวกับคนไข้ของท่านเสมอว่า “หากอยากมีชีวิตอยู่ ขอให้ใจสู้และหาทางรักษาชีวิตไว้ให้ได้” เมื่อพบว่าเป็นมะเร็งแล้ว อย่าคิดว่าอับจนหนทาง เพราะขณะนี้ ด้วยตำรับยาที่ท่านพบ ทำให้มีผู้รอดชีวิตมาแล้วมากมาย

สมมติฐานของโรคมะเร็ง

     ร่างกายของเรามีการแบ่งเซลล์อยู่ตลอดเวลา แต่หากการแบ่งเซลล์ในส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดผิดพลาด ทำให้เซลล์มีรูปร่างผิดเพี้ยนไป ร่างกายจะถือว่าเซลล์นี้ผิดปกติ ต้องกำจัดทิ้ง

     เปรียบเหมือนเมื่อมีโจรเข้าบ้าน ภูมิคุ้มกันของเราก็จะออกมาจับโจร แต่หากโจรแอบซ่อนอยู่ภูมิคุ้มกันหาไม่พบ มันก็จะเข้าไปเกาะจับเนื้อเยื่อ  เกิดการเจริญเติบโตและรวมกลุ่มกันดักจับแย่งกินอาหารและแร่ธาตุรวมทั้งออกซิเจนจากเซลล์ดีของเรา

     จนเมื่อมีโจรเยอะกว่า เจ้าบ้านก็ต้องพ่ายแพ้ กว่าที่เราจะรู้ตัว ก็เมื่อร่างกายแสดงอาการออกมา เช่น มีก้อนเนื้อหรือแผลเรื้อรัง เมื่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง มักเป็นระยะสุดท้าย ยากต่อการรักษาแล้ว

ปัจจัยก่อมะเร็งและการป้องกัน

     โรคมะเร็งเกิดได้จากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอก เช่น การมียีนที่ผิดปกติ สภาพแวดล้อมทางอากาศ การบริโภคอาหาร-เครื่องดื่มที่มีสารก่อมะเร็งอย่างอาหารตัดต่อพันธุกรรม รวมทั้งความเครียด เป็นต้น

     วิธีปราบโจรนั้นเป็นเรื่องยากมาก เราควรเลือกวิธีป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า พึงระลึกไว้เสมอว่า มะเร็ง..สามารถรักษาให้หายได้ เพียงแต่ต้องรู้จักสำรวจและสังเกตความผิดปกติในร่างกายให้เป็น จะได้รู้แต่เนิ่นๆ หากพบสัญญาณเตือนจากร่างกาย เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ  มีไฝลักษณะโตผิดปกติ  หรือปวดศรีษะบ่อยๆ เรื้อรัง ก็ควรตรวจให้ทราบสาเหตุของอาการที่แท้จริงตั้งแต่ต้น

     หมอสมหมายกล่าวจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า  “เราจะเห็นได้ว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากอาหารการกิน คนสมัยก่อนไม่เห็นค่อยป่วยกันเลย เพราะเขาหาผักหาปลาจากธรรมชาติมากิน แต่เดี๋ยวนี้ เรากินปลา หมู ไก่ เป็ด ที่เลี้ยงด้วยอาหารเคมีเร่งโตและยาปฏิชีวนะ และบรรดาอาหารฟาสฟู้ดอุดมสารปรุงแต่งตั้งแต่ สี กลิ่น รส รวมทั้งสารกันรา ยากันบูด เหล่านี้ล้วนมีแต่สารก่อมะเร็งเข้าไปสะสมในร่างกายทั้งสิ้น”

     “ผมเคยเจอเด็กอายุ 14 ปีเป็นมะเร็งตับ สอบถามประวัติการกินก็ทราบว่ากินไก่ตลอด เคล็ดสำคัญของผมที่มอบให้คนไข้นำไปปฏิบัติ จึงให้คนไข้ทุกคนงดเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด หากจะกินควรกินปลาแม่น้ำ ไก่บ้าน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป กึ่งสำเร็จรูปต่างๆ อาหารที่ทอดด้วยน้ำมันเก่า เหล่านี้แหละเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็ง  การปล่อยให้เกิดมะเร็ง ย่อมไม่มีทางที่ร่างกายจะไม่สูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งแน่นอน ดังนั้น ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ดีกว่าครับ” และนี่คือคำเตือนจาก “หมอเทวดา ผู้รักษามะเร็งรอด”

     เรื่องราวของ “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ” ไม่เพียงแต่จะทำให้เราเห็นถึงความสามารถของท่าน คุณค่าในยาสมุนไพร และภูมิปัญญาที่น่าภาคภูมิใจของบรรพบุรุษไทยเท่านั้น แต่ยังทำให้เราได้เห็นถึงการยอมรับในคุณค่าของสิ่งที่แตกต่างและรู้จักที่จะเลือกนำมาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม

     อย่างที่คุณหมอซึ่งเป็นแพทย์แผนปัจจุบันยอมรับว่า การรักษาโรคมะเร็งให้ประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องอาศัยทั้งวิธีปัจจุบันและยาสมุนไพรควบคู่กันไป หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร การไม่มีอคติ เปิดใจยอมรับและรู้จักผสมผสานทั้ง 2 แนวทางที่แตกต่างของท่านนี้เอง ส่งผลให้เกิดคุณประโยชน์ต่อผู้คนได้มากมาย

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก : หนังสือ “หมอเทวดา ผู้รักษามะเร็งรอด” นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ และเว็บไซต์ ของโรคยา โดยหมอแดง