หลายคนสงสัย ทำไมไม่กินเหล้าสูบบุหรี่จึงเป็นมะเร็งตับ

 ไขมันส่วนเกิน ไขมันไม่ดีทั้งหลายที่สะสมในร่างกายตั้งแต่เด็ก เช่น น้ำมันทอดซ้ำ ของมันของทอด น้ำมันจากสัตว์ที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย สิ่งเหล่านี้เกิดการสะสมแล้วกลายเป็นโรคอ้วน ไขมันพอกตับ มะเร็งตับ ฯลฯ

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้สามารถดูแลสุขภาพด้วยตัวเองได้ 
เพียงแค่

 หมั่นตรวจร่างกายด้วยตัวเอง เช่น เครื่องชั่งที่มีการวัดน้ำหนัก ที่สามารถเช็คค่าความเสี่ยงต่างๆได้ เช่น ไขมันหน้าท้อง ค่าBMI (ดัชนีมวลกาย) กล้ามเนื้อ (กล้ามเนื้อต้องมาก) ระบบเผาผลาญในร่างกาย

❤️ด้วยความห่วงใย G-herbmedicine ศูนย์ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่าย !!! G herb 1 สมุนไพรหมอสมหมาย

FB: G-herb สมุนไพรหมอสมหมาย ยาบำรุงน้ำเหลืองรักษามะเร็งเอสซีเครท
โทรด่วน : 096-653-6151 , 084-9332346
LineID : @gherbmedicine
หรือคลิ๊ก http://line.me/ti/p/%40gherbmedicine

www.g-herbmedicine.com

https://www.facebook.com/gherbmedicine/

G-HERB Promotion

G-HERB Promotion
ชุดบำรุงสุขภาพ, ชุดผู้ป่วยทดลอง และชุดผู้ป่วยทานต่อเนื่อง

ศูนย์ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่าย !!!
FB: G-herb สมุนไพรหมอสมหมาย ยาบำรุงน้ำเหลืองรักษามะเร็ง
โทรด่วน : 096-653-6151 , 084-9332346
LineID : @gherbmedicine
หรือคลิ๊ก http://line.me/ti/p/%40gherbmedicine

Strong Healthy Set !!! โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการทานต่อเนื่อง ❤️แถมฟรี‼️ อาหารเสริม Blackmores Vitamins Bio C 1 ขวด

-มีการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
-เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมอง และหัวใจ โดยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด 
-ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคทั้งแบคทีเรียและเชื้อไวรัส รวมถึงลดปฏิกิริยาภูมิแพ้
-ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง ทำให้มีความสดชื่นขึ้นในผู้ป่วยที่ต้องฉายแสงและให้ Chemotherapy

วิธีทาน: ผู้ใหญ่ - ครั้งละ 1 เม็ดต่อวัน พร้อมมื้ออาหาร

ศูนย์ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่าย !!!
FB: G-herb สมุนไพรหมอสมหมาย ยาบำรุงน้ำเหลืองรักษามะเร็
โทรด่วน : 096-653-6151 , 084-9332346
LineID : @gherbmedicine

มะเร็งกระเพาะอาหาร พบมากในเพศชายมากกว่าผู้หญิง

#มะเร็งกระเพาะอาหาร พบมากในเพศชายมากกว่าผู้หญิงมักมีอาการปวดท้อง อืดท้อง คลื่นไส้ ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด 
วิธีการรักษาโดยทั่วไป 1. ผ่าตัดกระเพาะอาหาร (คนไม่มีกระเพาะอาหารก็สามารถอยู่ได้) 2. เคมีบำบัด 3. สมุนไพร G-Herb
#อย่าลืมตรวจสุขภาพประจำปีด้วยนะครับ

สมุนไพรบำรุงน้ำเหลือง G-Herb ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ทะเบียนยาเลขที่ G 75/55 มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร G-Herb ปลอดภัยอย่างแน่นอน !!!

ผู้ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่าย
โทร. 084-9332346, 096-6536151
LineID: @gherbmedicine (มี @ ด้วยค่ะ)

www.g-herbmedicine.com
https://www.facebook.com/gherbmedicine/

ทางเรายินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่อาการดีขึ้น #Capsule 1 #รักษามะเร็ง

สมุนไพรบำรุงน้ำเหลือง G-Herb ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ทะเบียนยาเลขที่ G 75/55 มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร G-Herb ปลอดภัยอย่างแน่นอน !!!

ผู้ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่าย
โทร. 084-9332346, 096-6536151
LineID: @gherbmedicine (มี @ ด้วยค่ะ)

"โรคน้ำเหลืองไม่ดี"

มีอาการและอาการแสดงที่หลากหลายกว่าที่เราเคยรู้จักกันมา อาจเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มโรค Superfamily ที่ครอบคลุมไปถึง เช่น โรคหลอดเลือดขอด โรคปวดเข่า(เสื่อม) โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังผื่นคัน โรคSLE โรครูมาตอยด์ โรคบวมไขมัน โรคอ้วน โรคภาวะที่ช่วงล่างใหญ่ผิดสัดส่วน ต้นขาโต น่องอวบ โรคภาวะบวมต่างๆที่พบได้ในโรคเก๊าต์ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมทั้งโรคมะเร็งและผลข้างเคียงจากมะเร็ง หรือจากการผ่าตัดรักษามะเร็ง เฉพาะกรณีหลังนี้ ประมาณว่า เรามีผู้ป่วยบวมไม่น้อยกว่า 300,000 คนทั่วประเทศไทย ที่เคยผ่านการผ่าตัดมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก

สมุนไพรบำรุงน้ำเหลือง G-Herb ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ทะเบียนยาเลขที่ G 75/55 มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร G-Herb ปลอดภัยอย่างแน่นอน !!!

ผู้ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่าย
โทร. 084-9332346, 096-6536151
LineID: @gherbmedicine (มี @ ด้วยค่ะ)

https://www.facebook.com/gherbmedicine/

G-HERB คือสำหรับสูตรยาสมุนไพรรักษามะเร็ง

G-HERB คือสำหรับสูตรยาสมุนไพรรักษามะเร็ง ซึ่งเป็นตำรับที่มีการทดลองและพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถควบคุมการกระจายของเซลล์มะเร็ง #ทานควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน #แพ็คเกจใหม่ #จัดส่งฟรีEMSทัวประเทศ

ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ทะเบียนยาเลขที่ G 75/55 มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร G-Herb ปลอดภัยอย่างแน่นอน

ผู้ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่า
www.g-herbmedicine.com
โทร. 084-9332346, 096-6536151
LineID: @gherbmedicine (มี @ ด้วยค่ะ)
https://www.facebook.com/gherbmedicine/

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1ของประเทศไทยและอันดับต้นๆของโลก อาหารเป็นปัจจัยหลักของการเกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และสมุนไพรไทยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อยู่คู่คนไทยอย่างช้านาน *G-herb Capsule 1*

ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ทะเบียนยาเลขที่ G 75/55 มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร G-Herb ปลอดภัยอย่างแน่นอน

ผู้ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่าย
โทร. 084-9332346, 096-6536151
LineID: @gherbmedicine (มี @ ด้วยค่ะ)
https://www.facebook.com/gherbmedicine/

หลีกเลี่ยงการใช้กล่องโฟมรับประมานอาหาร

หลีกเลี่ยงการใช้กล่องโฟมรับประมานอาหาร เพื่อห่างไกลโรคมะเร็ง ด้วยความหวังดี จาก G-herbmedicine

ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ทะเบียนยาเลขที่ G 75/55 มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร G-Herb ปลอดภัยอย่างแน่นอน

ผู้ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่า
โทร. 084-9332346, 096-6536151
LineID: @gherbmedicine (มี @ ด้วยค่ะ)
https://www.facebook.com/gherbmedicine/

เคล็ดไม่ลับ!! สำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร G-Herb

เคล็ดไม่ลับ!!

สำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร G-Herb ที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย บำรุงร่างกาย บำรุงน้ำเหลือง ระบบไหลเวียนของน้ำเหลือง ภายในร่างกายคนเราประกอบด้วย ต่อมน้ำเหลืองและท่อน้ำเหลือง ถ้าระบบน้ำเหลืองในร่างกายดีเป็นปกติ ก็จะเป็นเกราะป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ค่ะ รับรองมาตรฐาน GMP ทะเบียนยาเลขที่ G 75/55 มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร G-Herb ปลอดภัยอย่างแน่นอน

ผู้ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่าย
โทร. 084-9332346, 096-6536151
LineID: @gherbmedicine (มี @ ด้วยค่ะ)

https://www.facebook.com/gherbmedicine/

G-Herb medicine ได้เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารให้กับลูกค้าทุกท่านในการสั่งซื้อสมุนไพร G-Herb

G-Herb medicine ได้เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารให้กับลูกค้าทุกท่านในการสั่งซื้อสมุนไพร G-Herb หรือปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติมกับเราโดยตรง ได้ทาง Line Official ของเรานะคะ ง่ายๆเพียงท่าน scan QR code หรือจะ add Line : @gherbmedicine (มี @ ด้านหน้าด้วยค่ะ)

#gherbmedicine

https://www.facebook.com/gherbmedicine/

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์สมุนไพรหมอสมหมาย G-Herb (จี เฮิร์บ)

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์สมุนไพรหมอสมหมาย G-Herb (จี เฮิร์บ)
ส่วนประกอบหลักเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสารสกัดเข้มข้นของสมุนไพรนานาชนิด
ยาสมุนไพร G-Herb เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสารสกัดเข้มข้นของสมุนไพรนานาชนิด เช่น แทงทวย พุทธรักษา ลิ้นงูเห่า เหงือกปลาหมด ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ทองพันช่าง และอื่นๆ ใช้หลักการ Spray drying method เพื่อทำเป็นผงแห้งแล้วบรรจุแคปซูล ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยผ่านกระบวนการที่ได้มาตรฐาน ใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาให้กับลูกค้า โดยผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ทะเบียนยาเลขที่ G 75/55 มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร G-Herb ปลอดภัยอย่างแน่นอน ใครอยากมีสุขภาพดีทั้งภายในและภายนอกสั่งสินค้าได้ตลอดค่ะ

ผู้ให้คำปรึกษาและจัดจำหน่าย
โทร. 084-9332346, 096-6536151
LineID: @gherbmedicine (มี @ ด้วยค่ะ)
https://www.facebook.com/gherbmedicine/


สมุนไพรบำรุงน้ำเหลือง G-Herb Capsul 1 สมุนไพรรักษามะเร็ง

สมุนไพรบำรุงนำเหลือง G-Herb Capsul 1 สมุนไพรรักษามะเร็ง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย แพคเกจใหม่วางจำหน่ายแล้วที่นี่!!!

สั่งซื้อ-ให้คำปรึกษาฟรี!
โทร. 084-9332246, 096-6536151
LineID: @gherbmedicine (มี @ ด้วยค่ะ)

 https://www.facebook.com/gherbmedicine/

ขั้นตอนการผลิต สมุนไพร G-HERB Capsule 1

โดยใช้หลักการ Spray Dryering Method

     การทำแห้งแบบพ่นฝอยเป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อระเหยน้ำออกจากของเหลวอย่างรวดเร็วโดยอากาศร้อน กระบวนการนี้ประกอบไปด้วยการพ่นของเหลว (feed) ออกมาจนเป็นละอองขนาดเล็ก เข้าผสมกับอากาศร้อนที่ไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำที่อยู่ในละอองของเหลวระเหยไปทั้งหมด และได้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปของผงแห้ง สำหรับกระบวนการทำแห้งให้กับ feed นั้น จะเริ่มทำตั้งแต่ใส่ feed ลงในเครื่อง แล้วรอจน feed มีความชื้นในระดับที่เหมาะสมต่อการฉีดให้ออกมาเป็นละออง จากนั้นจึงแยกผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทำแห้งออกมา สำหรับตัวอย่างของเหลวที่นำมาทำแห้งนั้นสามารถใช้ได้ทั้งที่เป็น ตัวทำละลาย สารประเภท emulsion หรือสารแขวนลอยก็ได้ ส่วนเครื่องมือที่ใช้สำหรับกระบวนการทำแห้งแบบพ่นฝอยคือเครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Dryer)

 

การทำงานของเครื่อง Spray Dryer

     เริ่มจากอากาศจะถูกดูดผ่านตัวกรองและผ่านตัวให้ความร้อน จากนั้นจึงเข้าสู่ห้องอบแห้ง ( drying chamber) ส่วนตัวอย่างของเหลว (feed) ที่นำมาฉีด ควรมีลักษณะเหลว และไม่ข้นมาก จากนั้นของเหลวจะถูกดูดโดยปั๊มผ่านอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดละอองฝอยคือ atomizer ภายในห้องอบ เมื่อละอองสัมผัสกับอากาศร้อนจะทำให้เกิดการระเหยของน้ำอย่างรวดเร็ว และจะได้ผงของผลิตภัณฑ์ตกลงสู่ด้านล่างของ drying chamber ผงบางส่วนที่หลุดออกมากับอากาศจะถูกแยกโดยใช้ cyclone ซึ่งจะรวมเข้าเป็นผลิตภัณฑ์รวมในที่สุด ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพทั่วไป สามารถนำไปรับประทานได้เองที่บ้าน หรือที่อื่นๆ โดยสรรพคุณของยาแคปซูลเหมือนกับยาต้มทุกประการ

     ✔ ถูกต้องตามมาตรฐาน GMP 

     ✔ ผ่านการขึ้นทะเบียนยา และ อย.

     ✔ ปลอดภัย 100% ไม่มีสารตกค้าง ไม่เป็นอันตรายสุขภาพ

     เหมาะสำหรับ ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพทั่วไป สามารถนำไปรับประทานได้เองที่บ้าน หรือที่อื่นๆ โดยสรรพคุณของยาแคปซูลเหมือนกับยาต้มทุกประการ

 

 

s__29278212.jpg

13659033_661594463988621_9048397195309742698_n.jpg

13509083_661594480655286_3525891414763674845_n.jpg timeline_25600610_222734.jpg

 

"คุณอัศวิน ทองประเสริฐ" ลูกชายของหมอสมหมาย สานงานต่อหลังสิ้น หมอเทวดา


“หมอสมหมาย ทองประเสริฐ” เผย ลูกชาย!

เตรียมสานงานรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยการใช้ยาสมุนไพรไทยควบคู่กับยาแผนปัจจุบันต่อ  
       
       วันนี้ (17 ต.ค.) นายอัศวิน ทองประเสริฐ บุตรบุญธรรมนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ หรือ “หมอเทวดา” เปิดเผยว่า หลังจากที่คุณพ่อ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ได้เสียชีวิตลง การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งของหมอเทวดา ที่ใช้วิธีการรักษาด้วยการค้นคว้าหาตัวยาสมุนไพรไทยมารักษาควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบันก็จะไม่สูญสิ้นลงไปแต่อย่างใด
       
       แต่ยังมีนายแพทย์นิกร ไวประดับ ที่เป็นหลานชายของหมอเทวดาอยู่อีกคนหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมา นายแพทย์นิกร ได้อยู่ช่วยงานหมอเทวดา มาโดยตลอดในช่วงที่หมอเทวดา ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งการรักษาก็จะยังคงมีการเปิดคลินิกรักษาผู้ป่วยต่อไป โดยจะมีแพทย์มาช่วยเพิ่มด้วย
       
       สำหรับนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2464 เป็นชาวสิงห์บุรี จบการศึกษาเภสัชศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี และสาธารณะสุขจังหวัดสิงห์บุรี เริ่มสนใจการใช้สนสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งมาตั้งแต่ พ.ศ.2508 จนปี พ.ศ.2512 ได้พบคนไข้เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่หมอให้กลับบ้านเพื่อรอเวลามาพบคุณหมอจนหมอสมหมาย ใช้สมุนไพรรักษาหายรักษาหาย จากนั้นนายแพทย์สมหมาย จึงใช้สมุนไพรรักษาคนไข้เรื่อยมา จนปี พ.ศ.2521 นายแพทย์สมหมาย ได้ลาออกจากราชการมาเปิดคลินิกรักษาอย่างจริงจังจนได้รับฉายาว่า “หมอเทวดา”
       

       นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2556 ด้วยอาการอ่อนเพลีย จนเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556 เวลา 07.40 น. นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน อายุ 93 ปี
       
       สำหรับศพของนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ หรือ “หมอเทวดา” มีกำหนดการพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 19 ตุลาคม 2556 เวลา 16.00 น.
       
       ส่วนคลีนิกนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ที่ตั้งอยู่เลขที่ 152/17 ต.บางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นคลีนิกที่นายแพทย์สมหมาย 

อยู่อย่างไรให้ตายช้า โดยหมอสมหมาย ทองประเสริฐ ผู้คิดค้นตำรับสมุนไพรต้านมะเร็ง

     เมื่อหลายปีก่อน ดิฉันได้มีโอกาสสัมภาษณ์นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เจ้าตำรับมะเร็งชื่อดัง ที่มีอายุเกิน 90 ปี แม้วันนี้ท่านจะจากไปนานแล้ว แต่ยังคิดถึงบทสัมภาษณ์ของท่าน และเคล็ดลับแบบสุดยอดของอายุยืนลองมาติดตามกัน “ เคล็ดลับของการรับประทานอาหารจนสุขภาพดี อายุยืนยาวถึง 90 ปีนั้น เนื่องจากเป็นเด็กบ้านนอกก็มักจะชอบอาหารบ้านนอกได้แก่ น้ำพริก ปลาร้า แกงป่า แกงส้ม ฯลฯ  โดยเฉพาะ สะเดา น้ำปลาหวานจะชอบมากเป็นที่สุด และส่วนปรุงของอาหารได้แก้ หัวและเหง้าต่างๆ ได้แก่ หอม กระทียม ขิง ข่า ตระไคร้ และผักชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ กะเพรา  โหระพา ต้นหอม ผักชี เป็นต้น จะเห็นได้ว่าอาหารที่กล่าวมานี้ล้วนแต่เป็นสมุนไพรทั้งนั้น”

“ผมยึดหลัก อาหาร ออกกำลังกาย (ให้ออกซิเจนมาก) และอารมณ์ ผมจะไม่มีอารมณ์เกรี้ยวกราดกับใคร นอกจากเวลาลูกน้องของผมทำไม่ดีกับคนไข้ผมจะมีอารมณ์บ้าง แล้วก็แล้วไป ไม่ค่อยสนใจ ไม่เคยถือโทษโกรธใครและอาฆาตผู้ใด ผมมีคติของผมว่า ถ้าไม่ทำดีในแดนดิน จะถวิลถึงสวรรค์นั้นอย่าหา ซึ่งจำมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ และผมก็เติมว่า ถ้าไม่มีน้ำใจให้อุรา ท่านจะหาน้ำใจจากใครได้”

อาจจะมีหมอเพียงไม่กี่คนในเมืองไทย ที่ด้วยวัยถึง 90 ปีแล้ว แต่ท่านก็ยังทำงานเป็นหมอรักษาผู้คนอยู่

          นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ หรือที่ใครๆขนานนามว่า “หมอเทวดา” เพราะกำราบโรคร้ายๆ อย่างมะเร็งได้จนราบคาบ ด้วยชื่อเสียงที่เลื่องลือทำให้ทุกวันนี้ มีผู้ป่วยแห่มารักษากับหมอสมหมายถึงวันละกว่า 200 คน เริ่มการรักษาตั้งแต่เช้ายันค่ำ แทบไม่น่าเชื่อว่าด้วยวัยที่ควรพักผ่อน แต่คุณหมอกลับดูแลคนไข้ทุกคนทั้งให้การรักษาและกำลังใจแบบไม่เหน็ดเหนื่อย

            ผู้ป่วยบางคนแม้ยังไม่ถึงคิวก็ขอมาก่อนข้ามวัน เพื่อให้เห็นหน้าคุณหมอและวิธีการรักษาก็ยังดี ชื่อเสียงคุณหมอที่เป็นที่รำลือทุกวันนี้ นอกจากด้วยความสามารถอันเต็มเปี่ยมแล้ว ยังมาจากจิตใจอันดีงามของคุณหมอ มีเงินก็คิด ไม่มีก็ไม่คิด จนชื่อเสียงโด่งดังไปถึงเมืองนอกเมืองนา มีชาวต่างชาติมารักษาจำนวนหนึ่ง

            เส้นทางเดินของคุณหมอ ซึ่งบอกว่าอย่าเรียกตนว่าเป็นหมอเทวดา แต่เป็นแค่ “หมอธรรมดา” เริ่มทดลองใช้สมุนไพรรักษาโรคมะเร็งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2512 จนประสบความสำเร็จในปี พ.ศ.2520 จึงได้ลาออกจากราชการมาเพื่อรักษามะเร็งโดยเฉพาะ ด้วยแนวทางการผสมผสานระหว่างยาสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน

              “ ขณะที่ผมเป็นศัลยแพทย์อยู่ ร.พ. ศิริราช ได้สนใจในการรักษาโรคมะเร็งเป็นอย่างมาก  เพราะอยู่แผนกศัลยกรรม พบว่าการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งหายยากมาก เมื่อผ่าคนไข้มะเร็งไม่ว่าจะเป็นที่อวัยวะใดก็ดี มักจะไม่ค่อยได้ผลดี  โดยมากผ่าแล้วมะเร็งมักจะงอกกลับคืนมาอีก ไม่ว่าจะผ่าตัดแล้วร่วมกับรังสีรักษาหรือไม่ก็ตาม ขณะนั้นยังไม่มีการใช้เคมีมาร่วมในการรักษาโรคมะเร็งในขณะนี้”

                ด้วยเหตุผลที่ว่านี้ทำให้ตัวหมอก็เรียนเภสัชบัณฑิตย์มา และได้เหรียญทองอีกด้วย น่าจะใช้ความรู้จากการเรียนเรื่องสมุนไพรไทยมา แล้วขวนขวายหาสมุนไพรไทยมาร่วมในการรักษามะเร็งร่วมกับแผนปัจจุบัน

                ดังนั้นเมื่อมารักษาราชการเป็นนายแพทย์ ผู้อำนวยการ รพ.สิงห์บุรี นายแพทย์สมหมายจึงพยายามหาสูตรยาหม้อสมุนไพรมาร่วมในการรักษามะเร็ง จนกระทั่งได้ยาหม้อสมุนไพรตำหรับที่ใช้อยู่ขณะนี้มาร่วมกับแผนปัจจุบัน ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ในการรักษามะเร็งและได้มอบตำหรับนี้ให้กับสภาค้นคว้าองค์การเภสัชโดยเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นสมบัติของชาติไทยในอนาคต

 ยาสมุนไพรที่ทดลองศึกษามานาน ประกอบด้วยสมุนไพรหลายอย่าง หลังยกสูตรยานี้ให้องค์การเภสัชไป หมอสมหมายบอกว่า “แทนที่สูตรยาจะตายไปกับผม แต่ตอนนี้ไม่แล้ว สมุนไพรนี้จะยังอยู่ จะมีคนรับไปต่อยอดจากผมอีกที”

เปลี่ยนความตั้งใจเดินหน้ารักษาต่อแม้อายุ 90 ปีแล้ว

            เมื่อผู้ป่วยเดินเข้ามาในคลินิก การรักษาของหมอสมหมายจะเริ่มตั้งแต่การพูดคุย สอบถามอาการ หากเป็นระยะเริ่มต้นก็มีโอกาสรักษาหาย บางรายอาการหนักมาก ก็พยายามอย่างที่สุดที่จะเยียวยายืดเวลาชีวิตออกไป

            ด้วยความตั้งใจรักษาผู้คนอย่างไม่ได้เห็นแก่เงินทอง หากรักษามะเร็งหรือโรคร้ายอื่นๆในโรงพยาบาลมีชื่อทั่วไป ค่ารักษาคงไม่น้อยกว่าหลักหมื่นหรือหลักแสน แต่ที่นี่ใครมีก็จ่าย ไม่มีก็ไม่ต้อง นพ.สมหมาย กล่าวติดตลกว่า ใครนั่งรถเบนซ์มา ก็แพงหน่อย ใครไม่มีตังค์มา ก็ให้ฟรี

            จากความตั้งใจครั้งแรกที่ว่า เมื่ออายุครบ 90 ปี หมอสมหมายจะหยุดการทำงานรักษาคนไข้ และไปเดินเล่นที่สวนบ้านอัศวิน  ทองประเสริฐ ตั้งแต่เช้า – เย็น แต่บัดนี้ความตั้งใจนั้นต้องล้มเลิกไป เพราะเมื่อได้ออกทางทีวีทั้งช่อง 3 และช่อง 5 แล้ว คนป่วยมะเร็งได้ไปหาหมอเป็นจำนวนมาก ต้องตรวจคนไข้ตั้งแต่ 06.30 น.ถึง จนมืดค่ำ “ผมไม่เคยท้อเลยกลับมีความสุขเสียอีกที่ได้ช่วยให้คนป่วยที่สามารถช่วยได้ทั้งการรักษา การให้คำปรึกษา และให้กำลังใจผู้ป่วย”

            หมอสมหมายบอกว่า ฉะนั้นตัวเองคงต้องทำงานต่อไปจนกว่าจะทำไม่ไหว ขณะแม้ป่วยให้น้ำเกลืออยู่คนป่วยมาหาก็ยินดีรับแล้วตรวจให้ สำหรับตัวหมอแล้วคนไข้ต้องเป็นอันดับหนึ่ง ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา “เราไม่ชอบอย่างใดคนป่วยก็ไม่ชอบอย่างนั้น ผมต้องอดทนทุกอย่างเพื่อผู้ป่วย”

            ก่อนจะขยายความเสริมว่า “รักษามาเกือบ 40 ปี มีพอกินพอใช้ แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้น มันอยู่ที่ใจ ได้น้ำใจ ได้ทางความรู้สึก แค่นั้นพอแล้ว”

เปิดเคล็ดลับอายุยืน 90 ปี

             คุณหมอสมหมายได้กล่าวถึงเคล็ดลับของการมีอายุยืนยาว 90 ปี ที่จนบัดนี้ก็ยังแข็งแรง รักษาคนไขได้วันละกว่า 10 ชั่วโมงว่า  อาจจะเป็นโชคดีที่เกิดมาในตระกูลที่มีเงินและมีชื่อเสียงของจังหวัดสิงห์บุรี รวมทั้งมีพี่ชายชื่อ ศจ.พต.นพ.ประจักษณ์  ทองประเสริฐ โดยพี่ชายนำตนมาอยู่ใน รพ. ศิริราช ตั้งแต่อายุได้ 6 ปี และส่งให้ตนเรียนโรงเรียนประจำ ชื่อ โรงเรียน เซ็นต์ปีเตอร์ อยู่ถนนสี่พระยา  จนกระทั่ง พ.ศ.2479 จึงได้ย้ายมาเรียนยัง โรงเรียนอำนวยศิลป์ อยู่ปากคลองตลาด และเป็นลูกศิษย์ที่ครูพา ไชยเดช ซึ่งล่วงลับไปแล้วรักตนมาก การเรียนของหมอสมหมายจึงราบรื่นจนกระทั่งสำเร็จแพทย์ และไม่เคยลำบากเลยในชีวิต

 ด้วยเหตุนี้สุขภาพจิตของผมจึงอยู่ในเกณฑ์ดีมาก สำหรับสุขภาพร่างกายนั้น ผมเป็นคนชอบออกกำลังกายโดยเฉพาะการออกกำลังกายมักเป็นการออกกำลังกายในการขุดดิน ทำสวน ปลูกและรดน้ำต้นไม้ด้วยตนเอง

ส่วนเคล็ดลับของการรับประทานอาหารจนสุขภาพดี อายุยืนยาวนั้น เนื่องจากเป็นเด็กบ้านนอกก็มักจะชอบอาหารบ้านนอกได้แก่ น้ำพริก ปลาร้า แกงป่า แกงส้ม ฯลฯ  โดยเฉพาะ สะเดา น้ำปลาหวานจะชอบมากเป็นที่สุด และส่วนปรุงของอาหารได้แก้ หัวและเหง้าต่างๆ ได้แก่ หอม กระทียม ขิง ข่า ตระไคร้ และผักชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ กะเพรา  โหระพา ต้นหอม ผักชี เป็นต้น จะเห็นได้ว่าอาหารที่กล่าวมานี้ล้วนแต่เป็นสมุนไพรทั้งนั้น

 อาหาร-ออกซิเจนสูตรแห่งอายุยืน

             หมอสมหมายยังแนะนำว่า หากอยากทราบเรื่องเคล็ดลับอายุยืนน่าจะไปถามคุณหมอ เฉก ธนะศิริ เพื่อนของตนมากกว่า เพราะคุณหมอเฉกท่านตั้งใจจะมีอายุยืนให้ถึง 120 ปี

 “ สำหรับตัวผมนั้นผมยึดหลักดังกล่าวคือ อาหาร ออกกำลังกาย (ให้ออกซิเจนมาก) และอารมณ์ ผมจะไม่มีอารมณ์เกรี้ยวกราดกับใครนอกจากเวลาลูกน้องของผมทำไม่ดีกับคนไข้ผมจะมีอารมณ์บ้าง แล้วก็แล้วไป ไม่ค่อยสนใจ ไม่เคยถือโทษโกรธใครและอาฆาตผู้ใด พยายามทำดีกับคนทั่วไป อะไรที่ช่วยผู้อื่นและสังคมได้ผมก็จะช่วยเท่าที่จะทำได้ ผมมีคติของผมว่า ถ้าไม่ทำดีในแดนดิน จะถวิลถึงสวรรค์นั้นอย่าหา ซึ่งจำมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ และผมก็เติมว่า ถ้าไม่มีน้ำใจให้อุรา ท่านจะหาน้ำใจจากใครได้ ”

 นอกจากนี้หมอสมหมายยังโชคดี ที่บังเอิญไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอย่างใดนอกจากไข้หวัด ท้องเสีย แต่อายุ 90 ปีแล้วก็ย่อมมีโรคคนแก่ ได้แก่ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

 อีกเรื่องคืออารมณ์ ซึ่งเตี่ยและแม่ได้สอนหมอตั้งแต่เด็กว่าให้พยายามอยู่ในศีล 5 และให้ถืออุเบกขาเป็นประจำ ฉะนั้นไม่ว่าหมอจะถูกนินทา ก็ไม่โต้ตอบปล่อยให้เงียบไปเอง รวมทั้งเมื่อมาอยู่สิงห์บุรี ได้รับเด็กไว้เลี้ยงดูเป็นจำนวนมาก ตนก็ไม่เคยทวงบุญคุณกับผู้ใดเลย เด็กที่เลี้ยงไว้ขโมยเงินทอง ตนก็ไม่เคยดุด่า ใช้การโทษตัวเองว่าตัวเอาเขามาเลี้ยงเอง ถ้าเราไม่เอามาเลี้ยงก็จะไม่มีเรื่องเดือนร้อนเช่นนี้ ทำให้สบายใจ ไม่มีความกังวล ไม่มีอารมณ์เสีย ทำให้สบายใจอายุยืน

 สมุนไพรไทยชูธงดันไทยศูนย์กลางการแพทย์

           นับแต่มีข่าวหมอสมหมายปรากฏออกไป ทำให้มีสื่อต่างๆเผยแพร่ข่าวจำนวนมาก หมอสมหมายบอกว่าก่อนที่ตนจะออกทีวี ก็มีชาวต่างชาติมารักษาเหมือนกันแต่ไม่มาก พอออกทีวีแล้ว ก็มีชาวต่างชาติเท่าที่จำได้ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มี คนสิงคโปร์ มาเลเซีย เขมร ลาว ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และอินเดีย สำหรับทางยุโรปก็มีเป็นบางประเทศและอเมริกาก็มีคนไทยที่อาศัยอยู่

 ตอนนี้ตนมองเห็นว่าสมุนไพรไทยนั้น สามารถรักษาคนไข้ได้จริง อยากแนะนำให้แพทย์แผนปัจจุบันทั้งหลาย หันมาใช้สมุนไพรสูตรที่ตนใช้อยู่ร่วมกับแผนปัจจุบันเท่านั้น ก็สามารถจะช่วยชีวิตคนไทยได้อีกเป็นจำนวนมาก ก่อนทิ้งท้ายว่า “ผมไม่ทราบว่าความฝันของผมจะเป็นจริงได้ก่อนที่ผมจะจากโลกนี้ไป ไม่ใช่มายกย่องหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว ดังที่ยกย่องท่านที่ล่วงลับไปแล้วเหมือนขณะนี้ “

 หมอสมหมายจึงเป็นอีกหมอที่โลกยกย่อง ด้วยความเป็นทั้งหมอที่มีคุณธรรม มีความเพียรพยายาม มุ่งมั่นต่อการรักษาคนไข้ จนยากจะหาใครเสมอเหมือน

 เส้นทางนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ

            นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี เกิดเมื่อ 27 ธันวาคม 2464 จบการศึกษาเภสัชศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบแพทยศาสตรบัณฑิตเหรียญทอง จากโรงพยาบาลศิริราช ในระหว่างศึกษาได้ทำงานในร้านขายยาเพื่อส่งเสียตัวเอง กระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี 2494 เคยเป็นแพทย์ประจำตัว จอมพล ป.พิบูลสงคราม

            นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ สนใจที่จะค้นคว้าสมุนไพรในการรักษาโรคมะเร็งมาก เนื่องจากโรคอื่น ๆ มีวิธีที่จะรักษาให้หายได้ แต่โรคมะเร็ง คือโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยาก

            ช่วงที่ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ทำงานอยู่ประจำที่โรงพยาบาลศิริราช ได้เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารเลือดให้กับโรงพยาบาลศิริราชขึ้น หลังจากนั้น นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ ก็แล้วย้ายไปอยู่โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดมาเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี ด้วยความต้องการจะดูแลคุณแม่ ไปพร้อม ๆ กับการทำงานที่ตั้งใจ

            ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยกับงานที่ทำทุกวันนี้ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ไม่เคยย่อท้อต่อการรักษาโรคร้าย และให้ชีวิตใหม่กับผู้สิ้นหวัง และยังไม่ได้เกษียณตัวเองแม้จะอายุ 90 ปี ด้วยความต้องการรักษาคนไข้ซึ่งหมดที่พึ่ง และได้นำสูตรสมุนไพรที่คิดค้นไปเผยแพร่ให้กับองค์การเภสัชกรรม เพื่อนำไปผลิตและจำหน่ายให้กับผู้ป่วย โดยคาดว่าจะจำหน่ายได้ในปี พ.ศ.2555 

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก : คุณสาธิตา โสรัสสะ
เอสซีเครท


“หมอเทวดาผู้รักษามะเร็งรอด”

ตอนที่ 1 *** กำเนิดหมอเทวดา ***


     จากที่ได้บอกเล่าเรื่องราวของครูแพทย์แผนไทยกันมาแล้ว 2 ท่าน บทความชุดนี้ ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น ขอนำเสนอเรื่องราวของผู้ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการแพทย์แผนไทยอีกท่านหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ที่คิดค้นสูตรยาสมุนไพรขึ้นเอง แต่ก็เป็นผู้ที่บุกเบิก ค้นคว้า ทดลองนำสูตรยาสมุนไพรมาใช้เพื่อรักษาโรคที่ได้ชื่อว่าร้ายกาจอย่าง “มะเร็ง” จนชื่อเสียงของท่าน เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง  ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้ว่าท่านคือ “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ” ผู้ที่ได้รับฉายาว่า “หมอเทวดา ผู้รักษามะเร็งรอด”

     ถ้าขับรถผ่านถนนสายสิงห์บุรี-อ่างทอง-ชัยนาท เมื่อถึงตลาดปลาสดเทศบาล ถัดไปจะเห็นบ้านไม้สักหลังใหญ่ที่เปิดเป็นคลินิกแพทย์รักษาผู้ป่วยทั่วไป พร้อมกันนั้น  “หมอสมหมาย” หรือ “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ”  เจ้าของบ้าน ยังรับรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้ยาสมุนไพรต้มควบคู่กับวิธีทางการแพทย์แผนปัจจุบันอีกด้วย

     “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ” เป็นคนสิงห์บุรีโดยกำเนิด พี่ชายคนโตของท่านเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ในวัยเด็กเมื่อถึงเวลาปิดเทอม พี่ชายก็จะพา ด.ช.สมหมายมาเที่ยวเล่นที่โรงพยาบาลด้วยเสมอ ท่านจึงคุ้นเคยกับศิริราชมาตั้งแต่เล็กๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ศิริราชยังเป็นป่า มีตึกเพียง 5 ตึก และยังใช้โรงกระโจมขึงผ้าเป็นห้องทำคลอด

     ด้วยความที่ หมอสมหมาย มีความชื่นชอบในวิชาการแพทย์เป็นทุนเดิม จึงเลือกเรียนในคณะเภสัชศาสตร์ก่อน โดยมีพี่ชายเป็นผู้อุปถัมภ์ ส่งเสียกระทั่งสำเร็จการศึกษาเภสัชศาสตร์บัณฑิตได้รางวัลเหรียญทอง หลังจากจบการศึกษา หมอสมหมายได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ 1 ปี จึงได้ออกมาศึกษาแพทย์ต่อที่ศิริราช ในสมัยนั้นหากใครต้องการเรียนแพทย์ ต้องเรียนที่ศิริราชเท่านั้น เพราะที่อื่นยังไม่มีการเปิดสอนวิชานี้

      หมอสมหมาย เลือกทำงานเป็นเภสัชกรประจำร้านขายยา เพื่อส่งตัวเองเรียนจนจบได้เป็นแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ในปี พ.ศ. 2494 หลังจากนั้น  “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ” หรือ “หมอสมหมาย”ก็ได้กลับมาทำงานเป็นแพทย์ประจำแผนกศัลยกรรมอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่เริ่มทำงาน หมอสมหมายก็มีความสนใจในเรื่องการรักษาโรคมะเร็งมากกว่าโรคอื่นๆ เพราะโรคทางศัลยกรรมโรคอื่นๆ นั้นสามารถรักษาหายได้ง่าย แต่การรักษาโรคมะเร็งนั้นยากมาก

     และเนื่องจากท่านเรียนจบเภสัชศาสตร์ก่อนที่จะมาเรียนแพทย์ จึงเกิดความคิดว่าน่าจะลองค้นคว้าวิจัยสมุนไพรมาช่วยในการรักษาโรคมะเร็งบ้างและอีกประการหนึ่ง ท่านก็มีความเชื่ออยู่เสมอว่า ธรรมชาติทำให้เกิดโรค ดังนั้น ธรรมชาติก็ต้องมีตัวยาแก้โรคให้ด้วยเช่นกัน 

------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 2 *** คุณหมอทรหด ***


     หลังจากเรียนจบ ความตั้งใจเดิมของหมอสมหมาย คือการกลับไปทำงานที่บ้านเกิดจังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจากคุณแม่อายุมากแล้วไม่มีใครคอยดูแล  แต่เมื่อทำงานที่ศิริราชได้ 2 ปีก็ได้บังเอิญพบเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นตำรวจ และเพื่อนก็ขอร้องให้ไปช่วยงานที่โรงพยาบาลตำรวจ จึงตอบตกลง

     เมื่อหมอสมหมาย เดินทางมาถึงโรงพยาบาลตำรวจก็พบว่าที่นั่นยังไม่มีความพร้อมอะไรเลย ท่านต้องเข้าไปบุกเบิกจัดหาบรรดาเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เองจนสามารถทำการผ่าตัดได้  หมอสมหมายประจำอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจจนกระทั่งได้ติดยศเป็นร้อยตำรวจเอก วันหนึ่งได้ทราบข่าวว่าจังหวัดสิงห์บุรีกำลังสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัด จึงแจ้งความประสงค์ต่อหัวหน้าแผนกที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจว่า หากโรงพยาบาลสิงห์บุรีสร้างเสร็จจะขอย้ายไปประจำที่นั่น แต่ไม่ได้รับอนุญาตเพราะหมอสมหมายมาอยู่โรงพยาบาลตำรวจเพียงไม่นานก็สร้างความก้าวหน้าให้โรงพยาบาลได้มากมาย  เมื่อเป็นเช่นนั้น หมอสมหมายจึงเขียนใบลาออกทิ้งไว้แล้วกลับสิงห์บุรีโดยไม่ได้ร่ำลาใคร

“ผ่าตัดกลางทุ่ง”

     โรงพยาบาลสิงห์บุรี ในยุคนั้นยังขาดความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทำให้หมอสมหมายมีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้แบบชวนระทึกมากมาย อย่างในกรณีหนึ่ง มีนายตำรวจได้รับบาดเจ็บถูกผู้ร้ายแทงเข้ากระเพาะอาหารแล้วเลือดตกใน เพื่อนตำรวจพามาพบหมอตอน 5 โมงเย็น หลังโดนแทงถึง 4 ชั่วโมง  จะนำส่งโรงพยาบาลที่มีความพร้อมซึ่งอยู่ในตัวจังหวัดลพบุรีก็ไม่ทัน

     หมอสมหมาย จึงบอกกับคนไข้และญาติว่าต้องเสี่ยงผ่าตัดกันตรงนี้ (กระท่อมกลางทุ่งนา) และเดี๋ยวนี้ เมื่อญาติและคนไข้ตกลง เตียงชั่วคราวจากไม้อัดและอุปกรณ์ผ่าตัดอันได้แก่ ยาดมสลบที่ขอมาจากอนามัยจังหวัด , ยอดไม้ไผ่เหลาสำหรับแขวนน้ำเกลือ , เหล่าเถื่อนสำหรับล้างมือและอุปกรณ์ผ่าตัด , ทิงเจอร์ไอโอดีน , เครื่องมือทำหมันชาย , และด้ายหลอดตราสมอสำหรับเย็บลำไส้และแผล (เพราะไม่มีไหมเย็บ) ก็ถูกจัดเตรียมขึ้น

     กว่าจะพร้อมผ่าตัดจริงก็เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม โชคดีที่ได้พยาบาลตำรวจมาช่วยแต่ก็ต้องใช้แสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุแทนไฟห้องผ่าตัด และใช้ไฟฉายส่องแผลเอา ผ่าตัดไปก็คอยหยิบแมลงที่มาเล่นไฟออกจากแผลไป แต่ผลการผ่าตัดก็เป็นไปได้ด้วยดี คนไข้ปลอดภัย หายเป็นปกติ ทำให้หมอสมหมายมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วจังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดใกล้เคียง

“คลอดทรหด”

     วันอาทิตย์วันหนึ่งเวลาประมาณ 9 โมงเช้า หมอสมหมายได้รับแจ้งจากหัวหน้าประตูน้ำยางมณีในจังหวัดอ่างทองว่าภรรยาคลอดลูกไม่ได้ หมอตำแย หมอชาวบ้านก็หมดปัญญา และร้องขอให้ท่านไปช่วยโดยจะนำเรื่อมารับที่อำเภอบางระจัน  ขณะนั้นโรพยาบาลสิงห์บุรีเปิดทำการแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือต่างพอจะพร้อมอยู่ หมอสมหมายจึงรับปากและให้ญาติคนไข้ช่วยต่อโต๊ะผ่าตัดไว้รอ

     หลังจากเตรียมเครื่องมือครบพร้อมพยาบาลผู้ช่วย 1 คน หมอสมหมายก็ปั่นจักรยานกันไปคนละคัน โดยผูกเครื่องมือไว้ด้านท้ายรถ ทางที่ใช้นั้นก็เป็นทางลูกรังตลอดเส้น ยาวประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นการทำงานที่ทุลักทุเลและพาให้ระทึกอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของท่าน  เมื่อไปถึงพบว่าน้ำคร่ำของแม่แตกมา 2 วันแล้วจึงต้องรีบผ่าตัดเอาเด็กออก ขณะที่ผ่าตัดนั้น ที่บ้านคนไข้ไม่มีพัดลม ต้องให้ญาติมาช่วยกันพัดรอบๆ เตียงเพื่อคลายความร้อนและไล่แมลงวัน จนกระทั่งผ่าเสร็จ ผลออกมาปลอดภัยทั้งแม่และลูก

     ทั้ง 2 เหตุการณ์ที่ประสบมาก นับเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ทำให้หมอสมหมายและผู้ร่วมงานรู้สึกปลื้มใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก ท่านกล่าวว่า “ผมเชื่อว่า..แพทย์สมัยนี้คงไม่มีโอกาสแบบผมอีกแล้ว”

------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 3 *** ค้นพบสมุนไพรรักษามะเร็งรอด ***


     ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี หมอสมหมายก็เริ่มเสาะหายาสมุนไพรที่จะช่วยในการรักษาโรคมะเร็งได้ ในขณะนั้นคนกำลังฮือฮาเรื่องทองพันชั่งรักษามะเร็งกันมาก เมื่อมีคนไข้เป็นมะเร็งมา ท่านจึงทดลองใช้ทองพันชั่งต้มให้คนไข้กินอยู่หลายคน  แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้ผลแต่อย่างใด

     จนกระทั่งวันหนึ่ง ด้วยความที่หมอสมหมายเป็นนักสะสมปุ่มไม้ ท่านจึงขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ เพื่อเสาะหาปุ่มไม้ชนิดต่างๆ จนไปถึงอำเภอวิเชียรบุรี ได้พบกับชายผู้หนึ่งที่มีปุ่มไม้ใหญ่สะสมไว้ ตั้งใจจะเข้าไปขอดูกลับพบเจ้าของปุ่มไม้ป่วยอยู่ มีอาการ เหนื่อยหอบ ชายผู้นั้นเล่าว่าเขาเป็นมะเร็งปอด แพทย์ที่ลพบุรีจะส่งตัวไปรักษาที่ศิริราชแต่เขาไม่ไป เพราะที่ใกล้ๆ นี้มีหมอแผนโบราณใช้สมุนไพรรักษามะเร็งหายได้

     คุยกับสักครู่ หมอสมหมายก็ลากลับและลืมไปไม่ได้นึกถึงคนไข้เจ้าของปุ่มไม้รายนี้อีก จนผ่านไป 8 เดือนจึงนึกถึงปุ่มไม้ขึ้นได้และตั้งใจกลับไปที่อำเภอวิเชียรบุรีอีกครั้งเพื่อขอซื้อปุ่มไม้  แต่ก็คิดว่าคงต้องถามซื้อจากภรรยาเอา เพราะเจ้าของปุ่มไม้คงเสียชีวิตแล้ว เมื่อไปถึงกลับพบว่าชายผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ แถมแข็งแรงขึ้นมาก เดินเหินได้คล่องเสียด้วย

     จากเหตุการณ์นี้ก็ยังไม่ทำให้หมอสมหมายสนใจหมอแผนโบราณที่เจ้าของปุ่มไม้เล่าให้ฟัง แต่กลับคิดเอาว่าคนไข้ไม่น่าจะเป็นมะเร็งปอด แพทย์คงวินิจฉัยผิดและไม่ได้สนใจยาสมุนไพรตำรับนี้อีกเช่นเคย

     เวลาผ่านไปถึง 4 ปี จนในปีพ.ศ. 2512  มีพ่อค้าชาวสิงห์บุรีคนหนึ่งรู้จักคุ้นเคยกันดีป่วย หมอสมหมายเดินทางไปเยี่ยมก็พบว่าเขาเป็นมะเร็งที่ลิ้นและเป็นมากแล้ว ร่างกายผอมมาก ที่ลิ้นมีแผลขนาดใหญ่ มีเลือดซึมตลอดเวลาและมีกลิ่นเหม็น ผู้ป่วยเล่าว่ารักษาด้วยด้วยฉายแสงที่โรงพยาบาลในกรุงเทพแล้วอาอาการก็ไม่ดีขึ้นเลย แพทย์บอกว่ารักษาไม่ได้ ทำได้เพียงให้ยาบรรเทาปวดเท่านั้น

     พอได้ฟังอย่างนี้ หมอสมหมายก็นึกถึงเจ้าของปุ่มไม้และยาสมุนไพรต้มขึ้นมาทันที จึงรีบเดินทางไปอำเภอวิเชียรบุรีเพื่อขอสมุนไพรมาทดลองต้มให้ผู้ป่วยดื่ม ผลปรากฏว่ายา 4 หม้อแรกที่ผู้ป่วยรับประทานเป็นเวลา 2 เดือนนั้น ทำให้อาการดีขึ้นเรื่อยๆ แผลค่อยๆ ยุบลง กลิ่นเริ่มลดลง น้ำหนักตัวขึ้น อาการปวดดีขึ้น และผู้ป่วยเริ่มพูดได้

     เห็นผลชัดเจนแล้ว หมอสมหมายจึงไปขอสมุนไพรมาอีก 2 ชุด ทานได้อีก 4 เดือน แผลที่ลิ้นของผู้ป่วยก็เกือบหายเป็นปกติ สามารถทำงาน ไปไหนมาไหนได้เหมือนคนปกติทุกอย่าง หมอสมหมายจึงแนะนำว่าให้ไปผ่าตัดก้อนที่คางและลิ้นออก เพื่อไม่ให้มะเร็งลามขึ้นมาอีก หรือไม่ให้แตกเอง เพราะอาจเป็นอันตรายได้ แต่ครั้งนี้ผู้ป่วยไม่ยอม ในที่สุดผู้ป่วยจึงเสียชีวิตจากการที่ก้อนที่คางนั้นแตกออกจนเสียเลือดมากนั่นเอง

 

------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 4 *** กรณีศึกษา มะเร็งปอด มะเร็งกระดูก มะเร็งกระเพาะอาหาร และ มะเร็งผิวหนัง ***


“มะเร็งปอด”

     บ่ายวันหนึ่งในปี พ.ศ. 2514 ขณะที่หมอสมหมายกำลังยืนดูคนงานสร้างสนามโรงพยาบาลสิงห์บุรีอยู่นั้น ได้สังเกตเห็นคนงานคนหนึ่งเข็นรถนั่งที่มีผู้ป่วยนั่งอยู่ผ่านมา สอบถามดูทราบว่าผู้ป่วยเป็นแม่ของคนงาน มีอาการไอเป็นเลือด จึงมาพาตรวจ เมื่อเอกซเรย์ปอดดูจึงพบว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งก้อนขนาดเท่าไข่ไก่ที่ขั้วปอด หมอสมหมายสั่งให้คนงานพาแม่กลับบ้านไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวท่านจะรักษาให้เอง

     ผู้ป่วยรายนี้ หมอสมหมายจัดยาสมุนไพรต้มและวิตามินให้ทานและกำชับว่าห้ามทานยาอื่นเด็ดขาด และต้องมารายงานอาการของแม่ให้ทราบทุกวัน เมื่อทานยาได้ 1 เดือนกลับมาเอกซเรย์ปอดดูพบว่า ก้อนมะเร็งหายไป ท่านให้ผู้ป่วยรายนี้ทานยาต้มต่อเนื่องอีก 3 ปีจึงหยุดยา ผลปรากฏว่ามะเร็งไม่กลับมาอีก จนผู้ป่วยอยู่ได้อีก 6 ปีจึงเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถชน

“มะเร็งกระดูก”

     ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2515 มีผู้ป่วยมาพบหมอสมหมายด้วยโรคมะเร็งกระดูกที่เข้าซ้าย มีอาการบวมมาก ต้องทานยาแก้ปวดตลอดเวลา ผ่านการผ่าตัดมาแล้วและเดินไม่ได้ ญาติต้องคอยอุ้ม สอบถามลูกชายได้ความว่าผู้ป่วยผ่าตัดเข่ามาจากโรงพยาบาลในกรุงเทพ หมอบอกว่าต้องรักษาด้วยการตัดขาบริเวณเหนือเข่า แต่ก็จะได้เพียงบรรเทาอาการปวดเท่านั้น โรคไม่ได้หายไป ผู้ป่วยจึงไม่ยอม จนเมื่อต้นเดือนที่แล้ว ลูกชายผู้ป่วยไปทำฟัน ทันตแพทย์เป็นคนจังหวัดชัยนาทรู้จักชื่อเสียงหมอสมหมายจึงแนะนำมา

     เมื่อตรวจแล้วเห็นว่าเป็นไม่มาก หมอสมหมายจึงยังไม่สั่งยา แต่ลูกชายผู้ป่วยขอร้องอยากทดลองให้พ่อกินยาดู ท่านจึงจัดยาไปให้ทาน 2 เดือน เมื่อครบกำหนดลูกชายผู้ป่วยก็เดินทางมาพบหมอสมหมายพร้อมผลเอกซเรย์ รายงานว่าพ่อดีขึ้นมากเข่ายุบลงมาก ไม่ต้องทานยาแก้ปวดอีกและเริ่มเดินได้เอง หมอจึงจัดยาไปให้อีก 3 เดือน

     เมื่อครบกำหนดลูกชายผู้ป่วยก็กลับมาพร้อมผลเอกซเรย์อีกครั้ง รายงานว่าเข่าพ่อยุบลงเกือบเป็นปกติ เดินได้ดี ไม่ปวดเลย หมอสมหมายจึงจัดยาไปให้อีก 12 หม้อ จนต้นปี พ.ศ.2516 ลูกชายก็กลับมาอีกครั้งพร้อมรวบรวมผลเอกซเรย์ทั้งหมดมาให้หมอสมหมายดู ผลปรากฏว่า เข่าผู้ป่วยยุบลงเป็นปกติ มีแคลเซียมเข้าไปอยู่ในรูกระดูกที่เคยพรูนจนเป็นปกติ และคนไข้อยู่จนเสียชีวิตด้วยโรคชรา

“มะเร็งกระเพาะอาหาร”

     คนไข้รายนี้เป็นชายชาวสุพรรณบุรี อายุ 56 ปี มาพบหมอสมหมายด้วยอาการซูบผอม อาเจียน เบื่ออาหาร เมื่อคลำดูใต้ลิ้นปี่พบก้อนแข็งเคลื่อนที่ได้ เอกซเรย์พบว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ด้วยสภาพร่างกายที่ผ่ายผอมและอ่อนเพลียมาก ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ หมอสมหมายจึงประคองอาการด้วยการให้เลือดและน้ำเกลือเพื่อรอให้แข็งแรงขึ้นก่อน พร้อมกับให้ทานยาต้มควบคู่ไปด้วย

รักษาแบบประคองอาการเช่นนี้ 2 เดือนผู้ป่วยก็แข็งแรงพอจะผ่าตัดได้ หลังการผ่าตัดเรียบร้อยท่านจึงสั่งยาต้มให้ผู้ป่วยทานต่อเนื่องอีกประมาณ 3 ปี ผู้ป่วยมีชีวิตปกติแข็งแรงดี อยู่ได้อีก 12 ปี จึงเสียชีวิต

“มะเร็งผิวหนัง”

     ผู้ป่วยหญิงอายุ 50 ปีมาพบหมอสมหมายด้วยอาการแผลเรื้อรังที่ขมับขวา ตรวจพบเป็นมะเร็งผิวหนัง คุณหมอท่านให้ทานยาต้มต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือนแผลก็แห้งสนิทหรือทิ้งไว้เพียงแผลเป็น หลังจากนั้นจึงทำการผ่าตัดเลาะแผลเป็นออก รายนี้รับประทานสมุนไพรต้มต่อเนื่องอีกประมาณ 3 ปีก็หายสนิท

------------------------------------------------------------------------------------------


 ตอนที่ 5 *** ได้รับการยอมรับจากสากล ***


     ในปี พ.ศ. 2517 มีการประชุมวิชาการทางการแพทย์ของคณะออโธปิติกส์จากกรุงเทพฯ จัดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ หมอสมหมายเห็นเป็นโอกาสดีจึงเข้าร่วมประชุมด้วย โดยนำกรณีคนไข้มะเร็งหัวเข่าไปนำเสนอ พร้อมกับขอรายงานเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งหัวเข่าจากที่ประชุม และขอร้องว่าถ้าพบคนไข้ลักษณะนี้อย่าตัดขา ให้ส่งให้ท่านช่วยรักษา แต่ก็ไม่เป็นผล ทางโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ไม่เคยส่งผู้ป่วยให้ท่านเลย

     เมื่อแพทย์ไทยไม่สนใจ หมอสมหมายจึงเขียนจดหมายไปหาดอกเตอร์แชงค์ ไดเรกเตอร์ทอกซิโคโลยีของรัฐแคลิฟอร์เนีย เล่าว่าพบสมุนไพรตำรับหนึ่ง เพียงให้คนไข้มะเร็งกิน ก็สามารถทำให้มะเร็งฝ่อลงได้ ดอกเตอร์แชงค์สนใจมากติดต่อกลับมาทันทีและนำทีมงานเดินทางมาหาหมอสมหมายถึงจังหวัดสิงห์บุรี

     เมื่อได้เห็นรายงานทั้งหมด ดอกเตอร์แชงค์และคณะต่างให้การยอมรับว่ายาตำรับนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็งและขออนุญาตนำตัวยาและตำรับยานี้ไปวิจัยต่อ แต่หมอสมหมายไม่อนุญาต เนื่องจากอยากให้เป็นผลงานของคนไทย จึงเสนอว่าขอให้ดอกเตอร์แชงค์ส่งสารที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมมาให้แทน แล้วท่านจะทำการวิจัยร่วมกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งดอกเตอร์แชงค์ก็ได้ตอบตกลง

     ผลการจากวิจัยพบว่ายาต้มนี้สามารถทำให้ก้อนมะเร็งในหนูทดลองยุบลงได้จริง แต่หลังจากทำวิจัยได้เพียง 3 ปี อาจารย์ที่ร่วมวิจัยก็ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ การวิจัยจึงจำเป็นต้องหยุดลงเพียงเท่านั้น

------------------------------------------------------------------------------------------


 ตอนที่ 6 *** มะเร็ง…ในมุมมองหมอสมหมาย ***

     นายแพทย์สมหมายกล่าวว่า “คำโบราณบอก รู้จักศัตรู รบสิบครั้ง ชนะสิบครั้ง การทำความรู้จักกับมะเร็งเสียก่อน ย่อมทำให้เราห่างไกลจากโรคร้ายนี้ได้มากที่สุด”

มะเร็งเกิดกับส่วนใดได้บ้าง ?

     มี 3 ส่วนในร่างกายเท่านั้นที่ไม่มีวันเป็นมะเร็ง นั่นคือ เล็บ , ผม และฟัน นอกนั้นสามารถเกิดมะเร็งได้ทั้งสิ้น  มะเร็งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย เกิดจากการกลายสภาพของเซลล์ดีเป็นเซลล์เนื้อร้าย ก่อให้เกิดการทำลายอวัยวะและระบบต่างๆในร่างกาย หลายคนที่เป็นมะเร็งจึงท้อแท้ หมอสมหมายกล่าวกับคนไข้ของท่านเสมอว่า “หากอยากมีชีวิตอยู่ ขอให้ใจสู้และหาทางรักษาชีวิตไว้ให้ได้” เมื่อพบว่าเป็นมะเร็งแล้ว อย่าคิดว่าอับจนหนทาง เพราะขณะนี้ ด้วยตำรับยาที่ท่านพบ ทำให้มีผู้รอดชีวิตมาแล้วมากมาย

สมมติฐานของโรคมะเร็ง

     ร่างกายของเรามีการแบ่งเซลล์อยู่ตลอดเวลา แต่หากการแบ่งเซลล์ในส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดผิดพลาด ทำให้เซลล์มีรูปร่างผิดเพี้ยนไป ร่างกายจะถือว่าเซลล์นี้ผิดปกติ ต้องกำจัดทิ้ง

     เปรียบเหมือนเมื่อมีโจรเข้าบ้าน ภูมิคุ้มกันของเราก็จะออกมาจับโจร แต่หากโจรแอบซ่อนอยู่ภูมิคุ้มกันหาไม่พบ มันก็จะเข้าไปเกาะจับเนื้อเยื่อ  เกิดการเจริญเติบโตและรวมกลุ่มกันดักจับแย่งกินอาหารและแร่ธาตุรวมทั้งออกซิเจนจากเซลล์ดีของเรา

     จนเมื่อมีโจรเยอะกว่า เจ้าบ้านก็ต้องพ่ายแพ้ กว่าที่เราจะรู้ตัว ก็เมื่อร่างกายแสดงอาการออกมา เช่น มีก้อนเนื้อหรือแผลเรื้อรัง เมื่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง มักเป็นระยะสุดท้าย ยากต่อการรักษาแล้ว

ปัจจัยก่อมะเร็งและการป้องกัน

     โรคมะเร็งเกิดได้จากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอก เช่น การมียีนที่ผิดปกติ สภาพแวดล้อมทางอากาศ การบริโภคอาหาร-เครื่องดื่มที่มีสารก่อมะเร็งอย่างอาหารตัดต่อพันธุกรรม รวมทั้งความเครียด เป็นต้น

     วิธีปราบโจรนั้นเป็นเรื่องยากมาก เราควรเลือกวิธีป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า พึงระลึกไว้เสมอว่า มะเร็ง..สามารถรักษาให้หายได้ เพียงแต่ต้องรู้จักสำรวจและสังเกตความผิดปกติในร่างกายให้เป็น จะได้รู้แต่เนิ่นๆ หากพบสัญญาณเตือนจากร่างกาย เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ  มีไฝลักษณะโตผิดปกติ  หรือปวดศรีษะบ่อยๆ เรื้อรัง ก็ควรตรวจให้ทราบสาเหตุของอาการที่แท้จริงตั้งแต่ต้น

     หมอสมหมายกล่าวจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า  “เราจะเห็นได้ว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากอาหารการกิน คนสมัยก่อนไม่เห็นค่อยป่วยกันเลย เพราะเขาหาผักหาปลาจากธรรมชาติมากิน แต่เดี๋ยวนี้ เรากินปลา หมู ไก่ เป็ด ที่เลี้ยงด้วยอาหารเคมีเร่งโตและยาปฏิชีวนะ และบรรดาอาหารฟาสฟู้ดอุดมสารปรุงแต่งตั้งแต่ สี กลิ่น รส รวมทั้งสารกันรา ยากันบูด เหล่านี้ล้วนมีแต่สารก่อมะเร็งเข้าไปสะสมในร่างกายทั้งสิ้น”

     “ผมเคยเจอเด็กอายุ 14 ปีเป็นมะเร็งตับ สอบถามประวัติการกินก็ทราบว่ากินไก่ตลอด เคล็ดสำคัญของผมที่มอบให้คนไข้นำไปปฏิบัติ จึงให้คนไข้ทุกคนงดเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด หากจะกินควรกินปลาแม่น้ำ ไก่บ้าน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป กึ่งสำเร็จรูปต่างๆ อาหารที่ทอดด้วยน้ำมันเก่า เหล่านี้แหละเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็ง  การปล่อยให้เกิดมะเร็ง ย่อมไม่มีทางที่ร่างกายจะไม่สูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งแน่นอน ดังนั้น ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ดีกว่าครับ” และนี่คือคำเตือนจาก “หมอเทวดา ผู้รักษามะเร็งรอด”

     เรื่องราวของ “นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ” ไม่เพียงแต่จะทำให้เราเห็นถึงความสามารถของท่าน คุณค่าในยาสมุนไพร และภูมิปัญญาที่น่าภาคภูมิใจของบรรพบุรุษไทยเท่านั้น แต่ยังทำให้เราได้เห็นถึงการยอมรับในคุณค่าของสิ่งที่แตกต่างและรู้จักที่จะเลือกนำมาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม

     อย่างที่คุณหมอซึ่งเป็นแพทย์แผนปัจจุบันยอมรับว่า การรักษาโรคมะเร็งให้ประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องอาศัยทั้งวิธีปัจจุบันและยาสมุนไพรควบคู่กันไป หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร การไม่มีอคติ เปิดใจยอมรับและรู้จักผสมผสานทั้ง 2 แนวทางที่แตกต่างของท่านนี้เอง ส่งผลให้เกิดคุณประโยชน์ต่อผู้คนได้มากมาย

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก : หนังสือ “หมอเทวดา ผู้รักษามะเร็งรอด” นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ และเว็บไซต์ ของโรคยา โดยหมอแดง

 

หมอสมหมาย "หมอเทวดา" ของผู้ป่วยมะเร็ง

               คุณหมอสมหมาย ทองประเสริฐ หมอเทวดาผู้พิชิตโรคมะเร็งด้วย “ยาสมุนไพร” เรื่องราวของคุณหมอวัย 92 ปี ผู้นี้ กลายเป็นที่กล่าวขานกันอย่างกว้างขวาง ที่ถึงแม้ว่าคุณหมอจะเกษียณอายุไปนานแล้ว แต่คุณหมอก็สละเวลาเพื่อที่จะรักษาผู้ป่วย เพียงเพื่อแค่อยากจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง และช่วยคลายกังวลให้เขามีกำลังใจที่จะสู้กับโรคร้ายและสามารถดำเนินชีวิตต่อ ไปอีกครั้ง และในรายการทูไนท์โชว์ (9 กรกฎาคม) ก็ได้สัมภาษณ์คุณหมอสมหมายอีกครั้งหนึ่ง ถึงความภาคภูมิใจที่คุณหมอสมหมายได้รับรางวัลพระราชทานบุคคลดีเด่นแห่งชาติ สาขาพัฒนาสังคม โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามมกุฎราชกุมารี

                คุณหมอสมหมาย กล่าวถึงการรักษาโรคมะเร็งว่า… การรักษาของตนนั้น ไม่ใช่ว่าจะรักษาหายขาด เพียงแค่อาจจะช่วยชะลอเพื่อให้อยู่ได้นานกว่าเดิม เพราะจะรักษาให้หายขาดนั้นมันพูดยาก ส่วนเคสที่เข้ามารักษาบางคนก็หน้าเป็นแผลพุพอง ปากเบิน มาแล้ว แต่พอได้รับการรักษาก็ดีขึ้น แผลที่เป็นก็ค่อย ๆ ดีขึ้น และยุบลง เมื่อถามว่า ทำไมคุณหมอจากที่เป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ถึงหันมาสนใจแพทย์แผนไทย หรือยาสมุนไพร เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณหมอกล่าวว่า จากการเป็นหมอแผนปัจจุบันที่ผ่านมา สมัยก่อนยังไม่มีเคมีบำบัด มีเพียงการผ่าตัดและฉายรังสีเท่านั้น ซึ่งก็เห็นว่าเมื่อผู้ป่วยมะเร็งเข้าผ่าตัด ส่วนมากก็จะอยู่ได้ไม่นาน ทั้งนี้ ตอนสมัยที่เรียนตนเคยใช้สมุนไพรทดลองในหนู ในกระต่าย และตนก็คิดว่า สมุนไพรไทยนั้นมีคุณประโยชน์อย่างมากมาย น่าจะดีถ้าได้ศึกษาจริงจัง เพื่อนำมารักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็ง แต่ตอนนั้นก็ต้องทิ้งเรื่องนี้ไป เพราะมาต้องเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลศิริราช
                คุณหมอสมหมาย กล่าวต่อว่า จากนั้นเมื่อตนได้เป็นผู้อำนวยการที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี เมื่อปี พ.ศ.2498 ในช่วงดังกล่าวก็มีเวลาศึกษาว่าสมุนไพรไหนที่มีสรรพคุณดี ๆ ที่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ จนกระทั่งได้รักษาคนไข้คนหนึ่งในปี พ.ศ.2508 เขาบอกว่าเขาเป็นมะเร็ง แต่หลักฐานทางการแพทย์ไม่แสดงว่าเขาเป็นมะเร็ง ซึ่งตนสงสัยมากเลยถามเขาว่า เพราะอะไรทำไมหลักฐานถึงไม่แสดง เขาตอบกับตนว่า เขากินยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง ทั้งนี้ เมื่อตนได้ฟังดังนั้น ก็เก็บและจำเรื่องนี้เอาไว้ เพราะเป็นเรื่องที่ตนสนใจมาโดยตลอด
จากนั้นในปี พ.ศ.2512 มีคนไข้คนหนึ่ง เป็นคนเมืองสิงห์ แต่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ และได้เข้ารักษามะเร็งที่โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยเขาเข้ามาพบตนและบอกว่า หมอที่โรงพยาบาลดังกล่าว ให้เขากลับมาตายที่บ้าน… ส่วนอาการของคนไข้รายนี้ถือว่าหนักเอาการเพราะเขาเป็นมะเร็งขั้นหนักแล้ว อ้าปาก หุบปากไม่ได้ ต้องใช้กระโถนรองตลอด เพราะมีน้ำลายไหล และส่งกลิ่นเหม็น อีกทั้งในช่วงใต้คางยังมีก้อนเนื้อโต ๆ อยู่ข้างในอีกด้วย เมื่อตนเห็นดังนั้น ก็เลยนึกถึงยาสมุนไพรของคนไข้มะเร็ง จึงถามว่าอยากลองไหม ถ้าอยากลองเดี๋ยวตนจะไปเอามาให้ ตนจึงติดต่อและไปขอตำรายาสมุนไพรที่ อ.วิเชียรบุรี
                คุณหมอสมหมาย กล่าวต่อว่า เมื่อไปถึง เจ้าของยาให้สมุนไพรสำหรับต้มยา 4 หม้อ หม้อหนึ่งกินได้ 15 วัน โดยให้ต้มตั้งแต่เต็มหม้อจนเหลือก้นหม้อ เพราะคนไข้รายนี้ต้องหยอดยา เนื่องจากอ้าปากไม่ได้ ทั้งนี้ กระบวนการการต้มยา ตนขอทำเองหมด เพราะอยากจะศึกษาไปด้วย ซึ่งตนก็ต้มตั้งแต่เต็มหม้อจนยาเหลือเพียงครึ่งถ้วยเท่านั้น และหยดใส่ปากของคนไข้จนหมดถ้วย โดยกำชับว่าห้ามกินยาแผนปัจจุบันใด ๆ ทั้งหมด อย่างไรก็ดี เมื่อหยอดไปเรื่อย ๆ อาการของคนไข้ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ ปากอ้าได้ พูดคุยได้ น้ำลายไม่หก เหลือเพียงแต่ก้อนเล็ก ๆ ที่ใต้คาง ซึ่งตนบอกให้เขาไปผ่าตัด แต่คนไข้เขาเป็นคนจีน จึงมีความเชื่อว่า ถ้าเป็นมะเร็งห้ามผ่าตัด เพราะจะทำให้ตาย ตนเลยตามใจ แต่หลังจากนั้นประมาณ 8 เดือน คนไข้คนนี้ก็เสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม หลังจากเคสดังกล่าว ก็ทำให้เห็นว่า ยาสมุนไพรนั้นน่าสนใจมาก ๆ จึงเดินทางไปขออีก เพื่อจะนำมารักษาคนไข้ถึงที่บ้านเขาเลย โดยคุณตาคนนี้มีชื่อว่า “คุณตาฉ่ำ วงศ์เกษมรัตน์” ตนต้องบอกเลยว่า สุขภาพเขาแข็งแรงดีมาก ตอนที่เขาอายุ 100 ปี ยังอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใส่แว่นเลยทีเดียว และเมื่อไปถึงบ้านภรรยาของคุณตาก็บอกว่า คุณตาวัน ๆ เอาแต่ต้มยา และนี่ก็กำลังจะต้มยาอายุวัฒนะ ตนจึงขอจดตำราดังกล่าวเก็บไว้ด้วย
หลังจากนั้น การรักษาด้วยยาสมุนไพรก็ค่อย ๆ กลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าชาวไทย หรือชาวต่างชาติ ต่างก็มาขอให้รักษากันมากมายไปหมด ส่วนคนไข้ที่มาจากต่างประเทศนั้น ส่วนมากเขารู้จักตนทางอินเทอร์เน็ต อย่างเช่นผู้ชายคนหนึ่งขาเหวอะเนื่องจากเป็นมะเร็ง และจะต้องถูกหมอตัดขา จึงเดินทางมาหาตนที่ประเทศไทย แต่เมื่อตนดูจากสภาพแผลแล้ว ตนเห็นว่ายังไม่ต้องผ่าตัดก็ได้ แต่แผลนี้มันจะไม่สามารถรักษาหายขาด ทำได้เพียงให้มันยุบลงไปเท่านั้น ซึ่งผลการรักษาก็เป็นที่น่าพอใจ คนไข้แผลยุบลง และไม่ต้องตัดขา
ส่วนทางด้าน นายอัศวิน ทองประเสริฐ ลูกชายของคุณหมอสมหมาย ซึ่งเป็นผู้จัดการคลินิก “นายแพทย์สมหมาย” ถนนสิงห์บุรี-อ่างทอง อ.เมือง จ.อ่างทอง ได้เล่าว่า คลินิกแห่งนี้เปิดรับการรักษาเวลา 6 โมงเช้า แต่ประตูคลินิกจะเปิดตี 5 กว่า ๆ เนื่องจากผู้ป่วยใหม่จะได้ทำประวัติและสอบถามอาการไปด้วยว่า เป็นมะเร็งชนิดไหน รักษาโรงพยาบาลใด และทำการรักษาอะไรมาบ้างแล้ว พร้อมกับดูใบประกอบการรักษา ส่วนผู้ป่วยบางราย ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ คุณหมอสมหมาย ก็จะเดินไปหา และไปตรวจถึงที่


                นายอัศวิน เล่าต่อว่า สำหรับคนไข้ที่มารักษานั้น ในผู้หญิงส่วนมากจะป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ส่วนผู้ชายจะป่วยเป็นมะเร็งตับ โดยคุณหมอสมหมายจะทำการรักษาเดือนละ 1 ครั้ง เมื่อครบ 1 เดือนก็จะนัดมาดูอาการอีกที ส่วนคลินิกแห่งนี้ จะปิดในวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ และปิดก็ต่อเมื่อรักษาคนไข้คนสุดท้ายเสร็จ บางครั้งก็รักษาเสร็จ 5 ทุ่มบ้างก็มี
“คุณพ่อท่านรักในวิชาชีพเป็นอย่างมาก สมมติว่าวันหยุดคลินิกเราต้องเตรียมตัวไปเที่ยวกัน แต่เมื่อเปิดประตูบ้านมีคนไข้รออยู่ ทริปนั้นก็จะล่มลงทันที (ยิ้ม) … ตอนนี้คุณพ่อก็อายุ 92 แล้ว แต่ก็ยังรักษามะเร็งอยู่ทุกวัน โดยไม่คำนึงถึงความเจ็บป่วยใด ๆ เลย และหากท่านใดที่หมดกำลังใจ ท่านก็จะให้กำลังใจ ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีที่สอนผมในทุก ๆ เรื่อง และเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้สูงอายุทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วย ท่านเป็นคุณหมอที่มีจรรยาบรรณ พร้อมรักษาทุกคน ที่ผ่านมาผมรู้ว่าท่านเหนื่อย แต่ความสุขของท่าน ก็คือการที่รักษาคนไข้ได้สำเร็จ แค่เพียงท่านได้ยินว่า หนูหายแล้วค่ะ หนูดีขึ้นแล้วค่ะ ท่านก็จะยิ้มทุกครั้ง และนี่ก็เป็นความสุขของท่าน” คุณอัศวิน ลูกชาย กล่าว
                คุณหมอสมหมาย กล่าวถึงวิชาชีพนี้ว่า แต่ก่อนตอนที่ตนเรียนเภสัช ก็รู้สึกเฉย ๆ แต่เมื่อมาเป็นหมอแล้ว ตนก็คิดว่าต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง มีคนถามมามากมายว่าอายุเท่านี้แล้ว ยังรักษาคนอีกหรอ ทำไมไม่ไปพัก ซึ่งตนก็ตอบเขาไปว่า ในเมื่อมีคนมาให้ตนรักษาจะให้ไล่เขากลับไปหรืออย่างไร แล้วอีกอย่างตนก็มีวันหยุดถึง 2 วัน (ด้านลูกชายแซวว่า พอถึงวันหยุดทีไรก็จะหงุดหงิดอยากให้ถึงวันเสาร์เร็ว ๆ) เมื่อนายแพทย์สมหมายได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะและบอกว่า คลินิกปิดมันเงี๊ยบ เงียบ
                คุณหมอสมหมาย ยังกล่าวต่อว่า ที่ตนยังรักในอาชีพนี้อยู่ นั้นก็เพราะตนดีใจทุกครั้งที่ตนสามารถช่วยคนอื่น บรรเทาทุกข์ที่หนักให้มันเบาบางลงได้ ส่วนคุณตาที่ให้ยาตนมานั้น ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยวัย 102 ปี แต่ไม่ได้เสียชีวิตเพราะเป็นโรค หรือแก่ตายแต่อย่างใด แต่คุณตาเสียชีวิตเพราะถูกรถชน ถ้าหากรถไม่ชนก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่านี้ก็ได้ (หัวเราะ) สำหรับยาอายุวัฒนะที่คุณตาให้สูตรมานั้น ซึ่งเป็นสูตรสมุนไพรทั้ง 10 ชนิด เรียกว่า พญาทั้งสิบ ตนย้ายบ้านเลยทำหายไปแล้ว
                ท้ายนี้ คุณหมอสมหมาย ได้กล่าวฝากไปยังผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกคนว่า มะเร็งหากจะนิยามนั้น คงแบ่งได้เป็น 3 แบบ อันแรกก็คือ มะเร็งเหมือนขโมย คือจะมาในจังหวะที่เราไม่รู้ตัว จู่ ๆ ก็ตรวจพบแบบไม่มีอาการหรือสาเหตุใด อันที่สองคือ มะเร็ง คือ วายร้ายที่ร้ายยิ่งกว่าร้าย ถึงแม้ว่าหมอจะพยายามตามจับอย่างไร แต่มะเร็งก็จะซึมผ่านเข้ากระแสเลือดกระจายหนีไปได้อย่างรวดเร็วทุกที อันสุดท้ายก็คือ มะเร็ง คือ ขี้ผง ที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย และรักษาอย่างไรก็ไม่มีวันหมด บางคนเป็นแล้วตรวจไม่พบ แต่อีก 10 ปี ให้หลังมันงอกกลับมาใหม่นั้นก็มี เพราะฉะนั้น ตนไม่อยากให้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต้องคิดมาก ทำใจและยอมรับ ใช้หลัก “อุเบกขา” ในการดำรงชีวิต วางเฉยในทุก ๆ เรื่อง เพราะทุก ๆ เรื่อง มันต้อง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
อย่างไรก็ตาม ยาสมุนไพรของนายแพทย์สมหมาย ขณะนี้ได้ขึ้นทะเบียน อย.ในประเทศไทย ในทะเบียนยาสมุนไพร สรรพคุณ แก้น้ำเหลืองเสีย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ และเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับประเทศที่ยังมีคุณหมอที่อุทิศชีวิตให้กับคนไข้เสมอมา โดยนายแพทย์สมหมายกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า… เขาจะรักษาต่อไป จนกว่าเขาจะรักษาไม่ไหว
                โรคมะเร็ง ภัยร้ายที่คุกคามทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย แม้ว่าโรคมะเร็งจะเกิดขึ้นบนโลกนี้มาหลายปี แต่ก็ยังไม่มีหนทางใด ที่จะรักษาโรคร้ายนี้ได้หายขาด ท่ามกลางความท้อแท้ใจของผู้ป่วยโรคมะเร็ง .. แต่ผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายคนที่ได้ยินชื่อของ นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ ที่ถูกบอกกล่าวให้รู้จักกันไปปากต่อปากก็มีความหวังกลับมาสู้ชีวิตและโรค ร้ายได้อีกครั้ง
นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2464 ปัจจุบันอายุ 90 ปีแล้ว คุณพ่อคุณแม่มีบุตรธิดารวม 7 คน โดยผมเป็นคนที่ 5 คุณพ่อคือนายกิมซิด คุณแม่นางพิมเสน ทองประเสริฐ พี่ชายคนโตของผม ชื่อศาสตราจารย์พันตรีนายแพทย์ประจักษ์ ทองประเสริฐ เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช พี่ชายคนที่สองชื่อนายหงวน ทองประสริฐ เป็นลูกศิษย์ท่านปรีดี พนมยงค์ พี่สาวคนที่สามและที่สี่แต่งงานเป็นแม่บ้าน ส่วนผมซึ่งเป็นบุตรคนที่ห้า เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก พ.ศ.2471 ที่โรงเรียนประจำเซนต์ปีเตอร์ ซึ่งอยู่ตรงตึกซิงเกอร์ สี่-พระยาในปัจจุบัน น้องสาวคนที่หกยังมีชีวิตอยู่ส่วนน้องชายคนที่เจ็ดเป็นนายทหาร จบการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธ ปัจจุบันมีพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงสามคน คือพี่สาวคนที่สามอายุ 95 ปี ผมอายุ 90 ปีและน้องสาวอายุ 84 ปีนอกนั้นเสียชีวิตหมดแล้ว
                การศึกษา ครอบครัวของผมสนับสนุนการศึกษาเฉพาะผู้ชายส่วนลูกผู้หญิงไม่ส่งเสียให้เล่าเรียน พี่ชายของผมนับว่าได้เป็นชาวสิงห์บุรีคนแรกที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้ทุนของร็อกกี้ เฟลเรอร์ ไปเรียนต่อที่ยอห์นฮอสปิตัส ประเทศอเมริกา ส่วนผมสำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิตสมัยเด็กศึกษาที่ ร.ร. เซนต์ปีเตอร์ ในปี พ.ศ. 2471 และจบ ม.5 ในปี พ.ศ. 2478 สมัยที่ผมเรียนนั้น การศึกษายังมีระดับชั้น ม. 8 อยู่ ไม่ได้มีเตรียมอุดมศึกษาเหมือนสมัยนี้ หลังจากจบชั้น ม.5 ร.ร. เซนต์ปีเตอร์ ก็มาศึกษาต่อที่ ร.ร. อำนวยศิลป์ ปากครองตลาดจนจบ ม.8 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเตรียมอุดมซึ่งคุณชอุ่ม ปัญจพรรค์ เป็นนักเรียนเตรียมอุดมหมายเลข 1
จิตใต้สำนึก “ชีวิตคือ ธรรมชาติ”
                อีกประการหนึ่ง ผมมีจิตสำนึกอยู่เสมอว่าในโลกนี้ธรรมชาติทำให้เกิดโลก แล้วธรรมชาติต้องมียาแก้โรคให้ด้วย เช่น การใช้ซิงโคน่า(Cinchona) รักษาโรคมาเลเรีย ใบดิจิตาลีส ( Digitalis) รักษาโรคหัวใจในสัตว์ เช่น แมว สุนัข ไม่สบายก็จะไปเที่ยวหาต้นหญ้ากิน พออาเจียนแล้วก็หาย นั่นคือการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แต่มนุษย์เราโดยเฉพาะการแพทย์ทางตะวันตกไม่ค่อยคิดเรื่องนี้ พยายามค้นคว้าไปทางเคมีเป็นส่วนมาก
ผมเข้าศึกษาต่อที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยมีพี่ชายเป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียน ผมสำเร็จคณะเภสัชศาสตร์ได้เหรียญทองและเป็นอาจารย์ที่เภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามกฎได้ 1 ปี ก็ออกมาศึกษาแพทย์ต่อที่ศิริราช สมัยนั้นหากจะเรียนแพทย์ต้องเรียนที่ศิริราชแห่งเดียวเท่านั้น ที่อื่นยังไม่มีการเรียนการสอน ในคณะเรียนผมก็ใช้ความรู้ทางเภสัชฯ ไปทำงานร้านขายยา เพื่อส่งเสียตัวเองเรียนแพทย์จนกระทั่งผมจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2494 ที่จริงแล้ว ผมคุ้นเคยกับโรงพยาบาลศิริราชมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากตอนอายุเพียง 7-8 ปี เวลาเปิดเทอมผมก็จะมาอยู่กับพี่ชายที่ศิริราช ส่วนมากจะไปอยู่กับพวกพี่ๆพยาบาล เพราะพี่ชายต้องทำงาน สมัยเมื่อ พ.ศ. 2471 นั้น ศิริราชยังเป็นป่าอยู่เลยมีตึกเพียง 5 ตึก มีโรงกระโจมใช้ผ้าขึงเป็นห้องผ่าตัด
                สมัยเมื่อผมเรียนแพทย์ศิริราชอยู่ปี 3 ปี 4 จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา และทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรมอยู่ที่ศิริราชนั้นผมสนใจเรื่องการศึกษามะเร็งมากเพราะการศึกษาโรคอื่นๆ ทางศัยลกรรมสามารถรักษาให้หายได้ง่าย แต่การรักษามะเร็งนั้นยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหรือฉายรังสีก็ดี
                เนื่องจากผมสำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิตก่อนมาเรียนแพทย์ ผมจึงมีความคิดว่าน่าจะค้นคว้าหาสมุนไพรมาช่วยในการรักษามะเร็งบ้าง แต่ในขณะนั้นผมเป็นลูกน้องไม่สามารถที่พูดเสนอความคิดได้
                เมื่อสำเร็จการศึกษาจากศิริราช แล้วด้วยความที่เป็นคนชอบทดลอง ผมมาอยู่สถานเสาวภา 1 ปี ก็อยากทดลองเรื่องวัคซีนกับเซรุ่มในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า พอครบปีก็กลับมาเป็นศัลยแพทย์ที่ศิริราช เป็นศัลยแพทย์ได้สองปี สมัยนั้นไม่มีตำแหน่งให้ต้องเป็นลูกจ้าง ผมเป็นลูกจ้างรับเงินเดือน เดือนละ 700 บาท ( สมัยนั้นทองบาทละ 60บาท )
                หลังจากจบการศึกษาแพทย์
หลังจากจบการศึกษา ผมตั้งใจว่าจะกลับไปอยู่สิงห์บุรีเพราะแม่ของผมอยู่ที่นั้นตามลำพัง แม่ก็อายุมากแล้วไม่มีใครคอยดูแล เนื่องจากพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ดังนั้นเมื่อผมทำงานที่ศิริราชครบ 2 ปี อีกทั้งตัวเองอยากได้ตำแหน่งประจำเพราะสมัยนั้นหาตำแหน่งประจำอยากเหลือเกิน มีตำแหน่งประจำก็เป็นแผนกกระดูกซึ่งผมไม่ต้องการ
                วันหนึ่งขณะผมเดินทางกลับจากศิริราช ผมได้พบกับรุ่นพี่ที่ท่าน้ำ ชื่อหมออุทัย ศรีอรุณ ( ภายหลังได้รับตำแหน่งพลตำรวจโทและเป็นจเรตำรวจ ) เขาถามว่าผมจะไปไหน ผมก็บอกว่าผมจะกลับไปเอาตำแหน่งหมอกระดูกที่ศิริราช เขาจึงออกปากว่าอยากให้ผมไปช่วยที่โรงพยาบาลตำรวจ ถ้าวันนั้นผมกลับไปเป็นหมอกระดูกที่ศิริราช ผมคงเกษียณอายุแค่ 60 ปี ไม่ได้มาเป็นหมอรักษามะเร็งในปัจจุบันนี้
                ผู้เริ่มต้นโรงพยาบาลตำรวจ
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลตำรวจ ผมจึงได้พบว่าที่นั้นไม่มีความพร้อมอะไรเลย ผมต้องจัดเตรียมบรรดาเครื่องไม้ เครื่องมือ จนสามารถผ่าตัดคนไข้ได้เอง  สมัยนั้นโรงพยาบาลตำรวจเป็นเพียงโรงพยาบาลในแผนกตำรวจ ผมทำงานจนกระทั้งได้ติดยศเป็นร้อยตำรวจเอก  ก็ได้ทราบข่าวว่าสิงห์บุรี กำลังสร้างโรงพยาบาล ผมจึงบอกหัวหน้าแผนกว่าจะขอย้ายไปโรงพยาบาลสิงห์บุรี หากโรงพยาบาลสิงห์บุรีสร้างเสร็จ หัวหน้าผมไม่อนุญาต ท่านบอกว่า  “ลื้อมาอยู่ที่นี่ไม่กี่เดือน สร้างความเจริญให้กับโรงพยาบาลตำรวจ ได้ผ่าตัดได้ ทำอะไรมากมาย ไม่อนุญาตให้ไปหรอก”  เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น แต่ความต้องการที่จะอยากกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลบ้านเกิดมากกว่าในเดือนธันวาคมของปีนั้นผมจึงเขียนจดหมายลาออกทิ้งไว้แล้วจากไปอยู่ที่สิงห์บุรีโดยไม่ได้ร่ำลาผู้ใด
                ค้นพบสมุนไพรรักษามะเร็ง
ในปีพ.ศ. 2498 ผมรับราชการเป็นนายแพทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี ผมได้เป็นหัวหน้าและในขณะเดียวกันผมก็มีความเป็นตัวของตัวเอง ผมได้เริ่มเสาะหายาสมุนไพรที่จะมาช่วยในเรื่องรักษามะเร็ง ขณะนั้นคนกำลังฮือฮาในการใช้ต้นทองพันชั่งรักษามะเร็ง ผมก็ปลูกต้นทองพันชั่งไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อมีคนไข้เป็นมาเร็งมารักษา ผมก็ลองใช้ทองพันชั่งต้มให้คนไข้กิน แต่เมื่อมาดูผลการรักษากลับพบว่ามันไม่ได้ผลทุกครั้งที่ผมตรวจคนไข้ OPD ( ผู้ป่วยนอก ) ผมก็พยายามถามถึงเรื่องตำรายาสมุนไพรรักษามะเร็งจากคนไข้และญาติเพื่อทดลอง ใช้แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ผมสักที

ปกติในวันเสาร์ – อาทิตย์นั้น ยังไม่มีคนไข้มากเท่าอย่างในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2508 บังเอิญผมขับรถไปเที่ยวป่าในวัน เสาร์ – อาทิตย์ ที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเสาะหาปุ่มของต้นไม้ชนิดต่างๆ เพราะชอบสะสมปุ่มไม้
วันหนึ่งผมขับรถไปยังอำเภอวิเชียรบุรี ไปที่บ้านชาวไร่คนหนึ่ง เพราะทราบว่าชาวบ้านคนนี้มีปุ่มไม้ใหญ่ และผมก็ได้พบกับปุ่มไม้จริงๆ พร้อมกันนั้น ผมได้พบกับเจ้าของบ้านนั่งหายใจหอบเหนื่อยอยู่ในบ้านและบังเอิญเป็นผู้ที่ เคยรู้จักกัน ผมจึงได้สอบประวัติได้ความว่ามีอาการไอ เหนื่อยหอบ จึงได้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลลพบุรี แพทย์ได้ทำการเอกซเรย์ปอดแล้วบอกว่ามีน้ำท่วมปอด แพทย์เจาะน้ำออกจากปอดและเจาะชิ้นเนื้อเยื้อส่งตรวจที่กรุงเทพฯ ผลการตรวจสรุปออกมาว่าเป็นมะเร็งปอดและน้ำท่วมปอด แพทย์ลพบุรีจะส่งคนไข้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ผู้ป่วยไม่ยอมไปด้วยเหตุเพราะใกล้ๆบ้านผู้ป่วยมีแพทย์แผนโบราณรักษาโรค มะเร็งด้วยสมุนไพร ผมได้ลองตรวจสอบดูพบว่ามีน้ำท่วมปอดจริง ผู้ป่วยไม่สามารถนอนได้ ต้องใช้การนั่งพิงแทน จากนั้นผมก็ลาคนไข้กลับและไม่ได้สนใจคนไข้คนนี้อีก 8 เดือนต่อมาผมได้กลับมาที่บ้านผู้ป่วยคนเดิม ตอนนั้นคิดว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว ตั้งใจจะไปซื้อปุ่มไม้ที่ตั้งอยู่ในบ้านผู้ป่วย จากภรรยาผู้ป่วย แต่แทนที่จะพบผู้ป่วยเสียชีวิต กลับพบว่าผู้ป่วยมีชีวิตอยู่และเดินเหินได้ปกติ
กรณีนี้ทำให้ผมสนใจมากและได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลลพบุรี เมื่อพบแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยรายนี้และขอดูหลักฐานรายงานและผลเอ็กซเรย์ของ ผู้ป่วยแต่แพทย์หาให้ไม่ได้ ผมจึงคิดว่าผู้ป่วยรายนี้ไม่น่าจะเป็นมะเร็งปอดและแพทย์คงตรวจผิด ผมจึงไม่ได้สนใจยาสมุนไพรตำหรับนี้
ต่อมาปี พ.ศ. 2512 มีพ่อค้าคนหนึ่งที่เคยอยู่ตลาดสิงห์บุรี แล้วได้ย้ายไปทำมาหากินที่กรุงเทพ ได้กลับมาอยู่ที่สิงห์บุรีผมทราบข่าวว่าเขาเป็นมะเร็งและเป็นมากแล้ว จึงเดินทางไปเยี่ยมพบว่าผู้ป่วยผ่ายผอมไปมาก ที่ลิ้นมีแผลเต็มไปหมด มีเลือดซึมตลอด กลิ่นเหม็น หุบปากไม่ได้ มีก้อนน้ำเหลืองใต้คางก้อนโตมากผู้ป่วยต้องใช้อ่างรูปไตรองใต้คาง ถามผู้ป่วยก็ทราบว่าเป็นมะเร็งที่ลิ้น รักษาด้วยวิธีฉายแสงที่โรงพยาบาลรามา แต่อาการไม่ดีขึ้นแพทย์ให้กลับมาอยู่ที่บ้านบอกรักษาไม่ได้ให้ใช้ยาแก้ปวด เท่านั้น
เมื่อผมเห็นเช่นนี้จึงนึกถึงสมุนไพรที่อำเภอวิเชียรบุรีจึงได้แนะนำให้ผู้ ป่วยใช้ยาขนานนี้ดู ผู้ป่วยตอบตกลง ผมจึงไปขอสมุนไพรมาทั้งหมด 4 หม้อ โดยผมเป็นคนต้มยาให้คนไข้เองต้มจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว แล้วให้คนไข้หยดใส่ปากกินให้หมดใน 1 วันหม้อ ต้มกินได้ 15 วัน ผู้ป่วยกินแต่ยาสมุนไพร อาหารน้ำและยาแก้ปวด โดยไม่ใช้ยาอะไรเลย ทว่าอาหารของผู้ป่วยกลับดีวันดีคืน แผลที่ลิ้นค่อยๆยุบลง กลิ่นเหม็นก็น้อยลง ก้อนใต้คางก็ยุบลง น้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มขึ้น อาการค่อยๆดีขึ้น และคนไข้เริ่มพูดได้
ผมจึงไปขอยาสมุนไพรมาอีก 4 หม้อ ให้ต้มรับประทานเหมือนเดิม อาการของคนไข้ก็ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ พอครบ 4 เดือนลิ้นยุบลงมากจนแผลหายเหลือก้อนเท่าไข่นกกระทา ติดแน่นตรงใต้คาง ผมก็ไปขอยามาอีก 4 หม้อ ต้มให้กินทุกวันจนครบ 6 เดือนผู้ป่วยมีอาการเหมือนคนปกติ อ้วนขึ้น เดินไปตลาดได้ ผมแนะนำผู้ป่วยว่า ควรไปทำการผ่าตัดก้อนที่คางและแผลที่ลิ้นออกแต่ผู้ป่วยไม่ยอม บอกว่าเมื่อกินยุบแล้ว ขอกินยาต่อไปเรื่อยๆ ผมป่วยมีอาการดีอยู่ 6 เดือนแผลที่ลิ้นก็เริ่มบวมและแตก ในที่สุดผู้ป่วยก็ถึงแก่กรรม เพราะเลือดออกที่ลิ้นมาก
จากการติดตามผู้ป่วยรายนี้ด้วยตนเองทุกวัน จึงเห็นง่ายาสมุนไพรตำรับนี้มีประโยชน์ในการรักษามะเร็ง ผมจึงไปขอสูตรยาตำหรับนี้จากแพทย์แผนโบราณเท่านั้น แต่ท่านไม่ยอมให้เพราะท่านบอกว่าท่านเคยรักษาโรคมะเร็งหายมาหลายรายแล้วแต่ หมอแผลปัจจุบันไม่ยอมรับ
                การรักษาได้รับการยอมรับจากสากล
ประมาณเดือนกันยายน – ตุลาคม พ.ศ. 2517 มีเลกเซอร์ทัวร์ ของคณะออโธปิติกส์จากกรุงเทพ ไปประชุมที่นครสวรรค์ ผมเห็นเป็นโอกาสดีที่ได้นำเสนอเรื่องคนไข้มะเร็งที่หัวเข่า จังหวัดตราด ผมจึงไปประชุมด้วย พร้อมทั้งขอรายการเฉพาะคนที่เป็นมะเร็งหัวเข่าในที่ประชุม รวมทั้งแฟ้มของ โรงพยาบาลเลิดสินและของผม พร้อมทั้งขอร้องว่าถ้าพบคนไข้เช่นนี้ กรุณาอย่าตัดขา ให้ส่งให้ผมรักษาจะได้มีผลงานออกมามากๆ แต่ผมก็ไม่เคยได้คนไข้จากโรงพยาบาลเลย
เมื่อผมเห็นว่าทางการแพทย์ของเราไม่สนใจผลงานของผม ผมจึงเขียนจดหมายไปหาดอกเตอร์แชงค์(Shank) ผู้ซึ่งเป็นไดเรกเตอร์ทอกซิโคโลยีของรัฐแคลิฟอเนีย (Director toxi Colifornia) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2517 บอกว่าผมพบสมุนไพรหนึ่งตำรับ โดยให้คนไข้เป็นมะเร็งกินยาต้มเพียงอย่างเดียว มะเร็งก็สามารถยุบได้ ดอกเตอร์แชงค์ (Shank) ติดต่อผมมาทันที ว่าขอให้เตรียมคนไข้มะเร็งที่กินยาต้มแล้วยุบไว้ให้ดู พร้อมทั้งเอกซเรย์ รายงานและผลชิ้นเนื้อ
ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2517 ดอกเตอร์แชงค์ (Shank) บินมาหาผมที่สิงห์บุรีพร้อมโปรเซอร์นิวบิ์รน เพื่อนซึ่งเป็นปาโทโลยีสต์(Pathologist) เมื่อผมรายงานคนไข้ที่เตรียมไว้พร้อมชิ้นเนื้อให้ดูดอกเตอร์แชงค์(Shank)ก็ ยอมรับว่ายาต้นตำรับนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็ง
                ดอกเตอร์แชงค์ขอนำยาต้นตำรับนี้พร้อมตัวยาไปทำการค้นคว้าวิจัยที่อเมริกา แต่ผมไม่ยอม เพราะผมอยากให้เมืองไทย คนไทยมีชื่อเสียงในการค้นคว้ายารักษามะเร็ง เมื่อเป็นเช่นนี้ดอกเตอร์แชงค์ (Shank)ก็ให้ผมเลือกว่าจะทดลองมะเร็งชนิดใด ผมเสนอว่าขอทดลองกับมะเร็งเต้านมเพราะอวัยวะที่อยู่ภายนอกโตและเห็นง่าย
เมื่อดอกเตอร์แชงค์(Shank)กลับไปอเมริกาแล้วก็ได้ส่งคาร์ซิโน เจน(Carsinogen)ชนิดที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมในหนูนามานาน และผมก็ได้ร่วมทำการทดลองกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวทยาลัยมหิดลโดยผมต้มยา ชนิดที่ข้นจนเกือบเหนียวส่งไปให้ทดลองทุก 7 วัน ผลการทดลองก็มีเค้าให้เห็นว่ายาต้มนี้สามารถทำให้หนูที่เกิดมะเร็งเต้านมยุบ ได้ แต่ทำได้เพียง 3 ปี อาจารย์ท่านนี้ก็ไปเรียนปริญญาเอกต่อที่อเมริกา การทดลองจึงต้องยุติลงในพ.ศ.2520 และอาจารย์ท่านนี้เมื่อกลับมาจากอเมริกาก็ไม่ได้สนใจที่จะทดลองยานี้ต่อ พ.ศ.2518 ผมได้เลื่อนขึ้นเป็นนายแพทย์ใหญ่ คือ นายแพทย์สาธารณสุข ประจำจังหวัดสิงห์บุรีและจะลาออกจากราชการ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2521 ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธาณสุข การที่ลาออกก่อนเกษียณอายุราชการเพราะต้องการค้นคว้าและรักษามะเร็งด้วย สมุนไพรเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องมีภาระกับหน้าที่ราชการ

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก : G-HERB สมุนไพรต้านมะเร็ง

 

G-HERB สกัดจากสมุนไพรแท้ 100%

สมุนไพร G-HERB  Capsule 1 

เป็นผลิตภัณฑ์ได้จากการสกัดเข้มข้นของสมุนไพรนานาชนิด เช่น แทงทวย พุทธรักษา ลิ้นงูเห่า เหงือกปลาหมอ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้  ทองพันช่าง และ อื่นๆ โดยใช้หลักการ spray drying method เพื่อทำเป็นผงแห้งแล้วบรรจุในรูปแบบแคปซูล ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ถูกต้องตามมาตรฐาน GMP จึงทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สะดวกในรับประทานและพกพาไปรับประทานที่อื่นได้ โดยสรรพคุณของยาแคปซูลเหมือนกับยาต้มทุกประการ

     - ช่วยบำรุงร่างกายบำรุงน้ำเหลือง คนปกติสามารถทานเพื่อปรับสมดุลย์ของร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรค ป้องกันการติดเชื้อ และลดความเสี่ยงต่อการเกิด "โรคมะเร็ง" ได้ โดยไม่มีสารพิษตกค้างในร่างกาย

     - ช่วยตัดท่อน้ำเลี้ยงที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งทำให้ก้อนมะเร็งยุบและโตช้า หรือไม่โตเลย แล้วจึงทำให้ง่ายต่อการรักษาแผนปัจจุบันต่อไป

     - ช่วยรักษาน้ำเหลืองเสียบรรเทาอาการอักเสบและอาการปวดต่างๆ จากการติดเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย ฯลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ 

 

สมุนไพร G-HERB  มีส่วนประกอบของสมุนไพร 7 ชนิด  ได้แก่ 

 1. พุทธรักษา : เป็นดอกไม้ที่พบได้ทั่วไปตามท้องถิ่นต่างๆ เป็นดอกไม้ระดับที่มีสรรพคุณทางยาที่สำคัญ หัวพุทธรักษาใช้ต้มรับระทาน บำรุงปวดแก้อาเจียน หรือไอเป็นเลือด 

 2. ลิ้นงูเห่า : เป็นสมุนไพรที่พบได้ตามพื้นที่ราบลุ่มเชิงเขาต่างๆมีสรรพคุณทางยา ใช้รักษาผื่นคัน เริม แลงูสวัด 

 3. พญายอ : ประกอบด้วย Lupeol, Beta sitostrrol มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเฉพาะที่ ปวด บวม แดง ร้อน แต่ไม่มีไข้ จากแมลงสัตว์กัดต่อย และรักษาโรคเริม งูสวัด 

 4. แทงทวย : เป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง 12 เมตร มีกลีบดอก 5 กลีบผลสีแดงหรือแดงสด ทุกส่วนสามารถใช้ประโยชน์ทางยาได้ 

 5. เหงือกปลาหมอ : ชอบขึ้นตามชายน้ำริมฝั่งคลองบริเวณปากแม่น้ำสรรพคุณทางยาทั้งสดทั้งแห้งแก้แผลพุพองน้ำเหลืองเสียเป็นฝีบ่อยๆ 

 6. ปีกไก่ดำ : เป็นสมุนไพรที่พบเห็นยากและเพาะเลี้ยงยากมีสรรพคุณทางยา แก้ผื่นคัน ลมพิษ งูสวัด

 7. ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้ : ลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีเถาและมีหนาม มีหัวใต้ดิน มีสรรพคุณที่เหมือนกัน นำมาเป็นยาแก้อักเสบ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้กามโรค บรรเทาอาการของพวกฝีต่างๆ และปัสสาวะผิดปกติ

สมุนไพร G-HERB รับประทานควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบันได้เป็นอย่างดี และเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ดีกว่าการรักษาเพียงทางเดียว

เกี่ยวกับหมอสมหมาย ทองประเสริฐ

      คุณหมอสมหมาย ทองประเสริฐ
ปัจจุบันอายุ ๘๙ ปี ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๔

     การศึกษา เมื่อครั้งยังเยาว์ ท่านได้ศึกษาภาษาจีนที่โรงเรียนหยกฮั้ว ซึ่งอยู่ติดกับบ้านท่าน และเข้าโรงเรียนประจำกินนอนที่โรงเรียนเซ็นปีเตอร์ ถนนสี่พระยา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๗๘ จบชั้น ม.๕ จึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ในชั้น ม.๖-๘ (พ.ศ. ๒๔๗๙-๒๔๘๑) เป็นนักเรียนห้องคิง สอบได้ที่ ๑

     เมื่อจบชั้น ม.๘ แล้ว ความใฝ่ฝันตอนต้น ๆ อยากเรียนนายเรือ เนื่องจากชอบเครื่องแบบ แต่พี่ชายนายแพทย์ประจักษ์ ทองประเสริฐ ไม่ยอมให้ไปเรียน ท่านจึงต้องไปเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ไม่จบต้องขอลาออก ต่อมาเข้าเรียนคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อจบเภสัชแล้ว ได้สมัครเป็นอาจารย์สอนวิชาเคมี ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สอนอยู่ได้ไม่นานก็ขอลาออก เพื่อสมัครเข้าเรียนแพทย์ที่คณะแพทย์ศาสตร์ (ซึ่งสมัยนั้นสามารถเข้าเรียนต่อได้ โดยใช้วิธีดูคะแนนที่สอบได้เมื่อเรียนเภสัช ปี ๒) เรียนจบแพทย์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นแพทย์รุ่นที่ ๕๕ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

การทำงาน

๑. ทำงานสถานที่สถานเสาวภาสภาชาดไทย ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนเซรุ่ม

๒. เป็นแพทย์ประจำบ้าน แผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล

๓. เป็นหัวหน้าศัลยแพทย์ แพทย์ประจำบ้านโรงพยาบาลศิริราช (พ.ศ.๒๔๙๕-๒๔๙๖)

๔. ควบคุม ดูแล คลังโลหิต แผนกศัลยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

๕. แพทย์ประจำโรงพยาบาลสิงห์บุรี

๖. ผู้อำนวยโรงพยาบาลสิงห์บุรี

๗. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี

 

งานด้านการรักษาพยาบาล

     คุณหมอสมหมาย ทองประเสริฐ เป็นแพทย์แผนปัจจุบันสาขาเวชกรรม เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านการรักษาพยาบาลมาก นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพร คือ ใช้สมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง ตัวยาสำคัญคือ ต้นพุทธรักษา ท่านได้แนะนำและส่งเสริมให้คนทั่วไปปลูกต้นพุทธรักษา โดยการหาพันธุ์มาให้ เพราะนอกจากจะใช้รักษาโรคได้แล้วยังให้ความสวยงามแก่บริเวณ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีงาม ถือว่าเป็นแพทย์ทางเลือกคนแรกของจังหวัดสิงห์บุรี

ใช้สมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง

     คุณหมอสมหมาย เปิดเผยที่มาที่มาของการเปิดรักษาโรคมะเร็งให้ประชาชนว่า ที่ผ่านมาตนได้ทดลองใช้สมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง มาตั้งแต่ปี 2512 จนประสบผลสำเร็จเมื่อปี 2520 จึงได้ลาออกจากราชการ มาทำการรักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะโดยใช้วิธีผสมผสานระหว่างยาสมุนไพรและยาแผนปัจจุบัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากระทั่งปัจจุบันยาสมุนไพรของตนได้มีการนำไปทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และองค์การเภสัชกรรมโดยเตรียมจะผลิตออกจำหน่ายในปี 2555 เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีหนังสือพิมพ์ต่างประเทศมาขอสัมภาษณ์ และนำผลงานของท่านเผยแพร่ไปทั่วโลก

 

G-HERB สามารถทานควบคู่กับ การรักษาแผนปัจจุบัน หรือ สมุนไพร อื่นๆ ได้ หรือไม่ ?

สมุนไพร จีเฮิร์บ สามารถรับประทานควบคู่กับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบันได้ เช่น การผ่าตัด คีโม ฉายแสง เป็นต้น เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด หรือ รับประทานควบคู่กับสมุนไพร ชนิดอื่นๆได้ ทั้งนี้ จะส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


 

เด็กและสตรีมีครรภ์สามารถทาน G-HERB ได้ หรือไม่ ?

     - เด็ก 5 ขวบขึ้นไป สามารถรับประทานได้ แต่ให้เริ่มรับประทานในปริมาณน้อย

แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น 

     - สตรีมีครรภ์ หากมีความจำเป็น ก็สามารถรับประทานได้ แต่ควรเริ่มรับประทานในปริมาณที่น้อยก่อน

 
**ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

สรรพคุณของสมุนไพร G-HERB สามารถช่วยรักษาโรคร้ายได้ดีหรือไม่ ?

      ✔ ช่วยดูแลผู้ป่วยมะเร็งทุกอวัยวะและทุกระยะ

     ✔ ควบคุบการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

     ✔ ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถทาน G-Herb ก่อนหรือหลังการผ่าตัด ฉายแสง ให้คีโม เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากอาการข้างเคียงได้ดีขึ้น

     ✔ ช่วยให้ซีสต์หรือก้อนเนื้อ ยุบตัวลง (ในกรณีที่ก้อนเนื้อไม่ใหญ่มาก)

     ✔ ช่วยรักษาคนที่น้ำเหลืองเสีย เช่น ภูมิแพ้อากาศ-ผิวหนัง แพ้น้ำลายยุง เป็นแผลเป็นง่าย แผลหายช้า สิวอักเสบ เป็นฝี หรือสะเก็ดเงิน เป็นต้น

     ✔ ลดความเสี่ยงคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง

     ✔ ทานเพื่อบำรุงร่างกาย หรือต้องการดูแลสุขภาพทั่วไป

 

ทาน G-HERB แล้วมีอาการผลข้างเคียงหรือไม่ อย่างไร ?

     ในบางรายไม่พบเลย หรือ ในบางรายพบน้อยมาก ช่วงแรกของการรับประทาน อาจมี อาการปัสสาวะบ่อย ขับถ่ายบ่อย ปวดเมื่อยเนื้อตัว น้ำมูกไหล ล้วนแล้วเป็นอาการขับของเสียตามธรรมชาติ ในช่วง 3-7 วันแรก อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง

 ** ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ทาน G-HERB นานแค่ไหนจึงจะรู้ผล ?

      - ผู้ป่วยมะเร็ง ควรรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 เดือน และควรไปตรวจเช็คความเปลี่ยนแปลงที่โรงพยาบาล โดยดูจากขนาดก้อนเนื้อที่ยุบลง อาการโดยรวมดีขึ้น รวมถึงค่าเซลล์มะเร็งในกระแสเลือดที่ลดลง

     - ผู้ป่วยที่มีอาการจากระบบน้ำเหลืองเสีย เช่น ผื่นคัน ตุ่มหนอง หรือแผลหายช้า ฯลฯ ควรทานอย่างน้อย 2-3 เดือน

     - ผู้ที่ต้องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย สามารถรับประทานได้ตลอด โดยไม่ก่อให้เกิดการสะสมในร่างกาย


** ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ผู้ป่วยระยะไหนสามารถทาน G-HERB ได้ ?

     ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งระยะที่ 0 - 4 ก็สามารถรับประทานได้เลย ในบางรายทานสมุนไพร G-Herb แล้วมีผลการรักษาที่น่าพอใจ จึงทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายปีอย่างมีนัยสำคัญ  และที่สำคัญกว่ายาคือ โภชนาการ กำลังใจของผู้ป่วยและกำลังใจจากญาติๆ การดูแลให้ถูกต้องกับโรค

** ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล 

ผู้ป่วยต้องไปตรวจก่อน หรือรอฟังผลตรวจก่อนไหม จึงทาน G-HERB ได้ ?

      ผู้ป่วยมะเร็งสามารถนำยาสมุนไพร จีเฮิร์บ ไปรับประทานได้โดยทันที โดยไม่จำเป็นตรวจก่อนหรือรอฟังผลตรวจก่อน เพราะระหว่างรอการรักษาจากทางโรงพยาบาล บางครั้งอาจใช้เวลานาน ทำให้เซลล์มะเร็งลุกลามไปได้

❝ ใครก็ตามที่มีแนวโน้มที่จะเป็นหรือเพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ให้รีบมายุ่งกับยาของฉันก่อน แล้วการรักษาจะง่ายขึ้นมาก ❞

     เป็นคำกล่าวของ นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ ตลอดระยะเวลากว่า  40 กว่าปี ที่ท่านใช้สมุนไพรสูตรของท่านในการรักษาโรคร้ายควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน 

     เพราะในบางราย รับประทานก่อนที่จะไปผ่าตัด พอเวลาถึงวันที่นัดผ่าตัด ก้อนเซลล์มะเร็งยุบตัวลง จึงไม่ต้องผ่าตัด หรือการรักษาด้วยการผ่าตัดก็จะง่ายขึ้น

** ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

G-HERB คืออะไร ?

     จีเฮิร์บ  คือ ตำรับสมุนไพรบำรุงน้ำเหลือง สร้างภูมิต้านทาน บำรุงร่างกาย ของหมอสมหมาย และท่านได้นำมาวิจัยที่ รพ.ศิริราช พบว่าสามารถใช้ในการรักษามะเร็งได้จริง โดยจะรับประทานเพื่อหวังผลให้ก้อนเนื้อหยุดเจริญเติบโต ยุบตัวลง และหยุดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง จึงสามารถเพิ่มโอกาสการหายขาดได้อย่างมีนัยสำคัญ จากสมุนไพรยาหม้อ สกัดเป็นแคปซูล เพื่อขึ้นทะเบียนยา

     ♻ จดทะเบียนชื่อ G-Herb

     ♻ ทะเบียนยาเลขที่ G75/55 ยาแผนโบราณ

     ♻  ผลิตโดย..สถานที่ผลิตยาแผนโบราณทองประเสริฐโอสถ 

        - ได้รับรองมาตรฐาน โดย (GMP)

        - ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ (อย.) หรือ FDA

        - ได้รับเครื่องหมายตาม ฮาลาลสากล (HALAL)

ความเป็นมาของ G-HERB สมุนไพร รักษามะเร็ง ของหมอสมหมาย

          มากกว่า 40 ปี ที่คุณหมอสมหมาย ทองประเสริฐ ได้รักษาคนไข้จำนวนมากให้หายจากการเป็นโรคมะเร็ง ได้อย่างน่าทึ่ง จนได้สมญานามว่า "หมอเทวดา" เป็นที่เลื่องลือกันไปทั่วทุกสารทิศทั้งในและต่างประเทศ

          นอกจากนี้คุณหมอสมหมาย ทองประเสริฐ ได้คิดค้นและรวบรวมวิธีรักษาคนไข้โรคมะเร็งจากสมุนไพร จนกระทั่งได้ยาสมุนไพรที่สามารถช่วยให้ก้อนเนื้อร้าย หรือก้อนมะเร็งยุบลง และได้ผลิตยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง ต้นกำเนิด ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจีเฮิร์บ จนได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

          ที่ผ่านมา มีคนไข้มาเข้ารับการรักษาทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ในขณะที่สมุนไพรหลายชนิดปลูกได้ในพื้นที่เฉพาะ เติบโตในฤดูกาลที่จำกัด ทำให้คุณหมอต้องจำกัดยาไว้เฉพาะผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเท่านั้นและรับคนไข้นอกในจำนวนที่จำกัดต่อวัน รวมทั้งยาต้มก็ไม่สะดวกในกรณีที่คนไข้ต้องเดินทางไปทำธุระ

          ด้วยความตระหนักถึงเงื่อนไขดังกล่าว และด้วยความห่วงใยคนไข้ คุณหมอสมหมายจึงดำริให้มีการคิดค้น สารสกัดสำคัญจากสมุนไพรดังกล่าวออกมาในรูปแคปซูล เพื่อความสะดวกของคนไข้ในการรับประทาน และเห็นผลในการรักษาเช่นเดียวกัน

 

จีเฮิร์บ แคปซูล วัน

            ลักษณะและวิธีการรับประทาน จีเฮิร์บ แคปซูล วัน สำหรับรับประทาน ในรูปแบบของแคปซูล เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรบำรุงน้ำเหลือง บำรุงร่างกาย ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปกติ สามารถรับประทานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับข้องกับระบบน้ำเหลืองในร่างกาย จีเฮิร์บ แคปซูล วัน สามารถปรับสมดุลของระบบน้ำเหลืองให้มีประสิทธิภาพ ระบบน้ำเหลืองมีความสำคัญต่อร่างกายมาก หากระบบน้ำเหลืองไม่ดี ก็อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆได้ บุคคลใดสามารถรับประทานได้บ้าง

             จีเฮิร์บ แคปซูล วัน สามารถรับประทานได้กับทุกเพศ ทุกวัย สตรีระหว่างการตั้งครรภ์รับประทานได้ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ  เนื่องจาก จีเฮิร์บ แคปซูล วัน เป็นสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ ออแกนิค 100% เพราะมีผลรับรองจากสถาบันที่มีชื่อเสียงต่างๆว่า  จีเฮิร์บ แคปซูล วัน สามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันในการเกิดโรคร้ายต่างๆ  และสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์ร้าย คนปกติสามารถรับประทานได้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค  และได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยว่า จี-เฮิร์บ แคปซูล วัน  ไร้สารสเตรียรอยด์ ไร้สารพิษ จีเฮิร์บ แคปซูลวัน  มีขั้นตอนการผลิต ที่ได้มาตรฐาน GMP รับรองการผลิตกระทรวงสาธารณสุข

 

วิธีรับประทานสมุนไพร จีเฮิร์บ แคปซูล วัน

     - ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทุกระยะ และทุกอวัยวะ (สามารถรับประทานก่อนหรือหลัง การผ่าตัด คีโม และฉายแสง ฯลฯ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน และบรรเทาอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดได้)

วิธีการรับประทานเช้า/กลางวัน/เย็น: มื้อละ 4 - 6 แคปซูล ก่อนอาหาร 30 นาที

     - ท่านที่มีโอกาสเสี่ยง ดูจากค่าเลือด หรือสังเกตุจากอาการ เช่น ตรวจพบก้อนเนื้อ ซีสต์เต้านม ซีสต์มดลูก ริดสีดวง เป็นต้น

วิธีการรับประทานเช้า/กลางวัน/เย็น: มื้อละ 3 - 4 แคปซูล ก่อนอาหาร 30 นาที

ระยะเวลาเห็นผลรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 3 - 4 เดือน (แล้วแต่บุคคล) เมื่อไปตรวจเช็คผลที่รพ. จะทราบว่าดีขึ้นโดยดูจากขนาดก้อนเนื้อที่ยุบลง และค่าเซลล์มะเร็งในกระแสเลือดที่ลดลงเช่นกัน

     - ท่านที่มีน้ำเหลืองเสีย เช่น ภูมิแพ้อากาศ-ผิวหนัง ผดผื่น แพ้น้ำลายยุง เป็นแผลเป็นง่าย แผลหายช้า สิวอักเสบ เป็นฝี หรือสะเก็ดเงิน ฯลฯ

     - ท่านที่ต้องการบำรุงร่างกาย ต้องการดูแลสุขภาพ และผู้ความเสี่ยงหรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง

วิธีการรับประทาน: เช้า/เย็น: มื้อละ 2 - 3 แคปซูล ก่อนอาหาร 30 นาที

ระยะเวลาเห็นผล: รับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 2 - 4 เดือน (แล้วแต่บุคคล) ร่างกายจะแข็งแรง ผิวพรรณดูสดใสขึ้น เปล่งปลั่ง หากมีผดผื่นขึ้น ก็จะเริ่มจางลงหายไปในที่สุด  

 

อาการข้างเคียง :

     โดยส่วนมากแล้วไม่มี แต่อาจจะมีอาการในบางรายเท่านั้น เช่น มีน้ำมูกไหล มีอาการปัสสาวะหรือขับถ่ายบ่อย ล้วนแล้วเป็นอาการขับของเสียตามธรรมชาติของในช่วง 3-7 วันแรก อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง

การเก็บรักษา 

     ควรเก็บ G-HERB ในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส และอย่าเก็บไว้ใกล้ความร้อนหรือแสงแดด

อายุการใช้ยา :

     สามารถเก็บได้นานถึง 3 ปี นับจากวันที่ผลิต

 ขนาดบรรจุ : 

     จีเฮิร์บ แคปซูล วัน กระปุก บรรจุ 60 แคปซูล

 


อาหารเจ สำหรับผู้ป่วยมะเร็งฉบับแแพทย์ทางเลือก

อาหารเจ เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งฉบับแพทย์แผนทางเลือกหรือไม่ ❗️

     เรามาดูกว้างๆกันดีกว่าว่าอาหารเจประกอบด้วยอะไรกันบ้าง❓และผู้ป่วยมะเร็งควรเลือกรับประทานวัตถุดิบอะไรในอาหารเจ❗️ และวัตถุดิบอะไรในอาหารเจควรรับประทานแต่เพียงน้อย ❗️

1. โปรตีนเกษตร
คือ ถั่วเหลืองที่ผ่านการสกัดแล้วนำไขมันออก โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "Extrusion" (การอัดพอง จากเครื่องที่มีความดันและอุณหภูมิสูง) อีกทั้งโปรตีนจากถั่วเหลืองมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน


2. หมี่กึง
คือ แป้งสาลีที่แข็งตัวจากแข็งตัวของแป้ง และนำมาต้ม สามารถปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ นำมาเลียนแบบเนื้อสัตว์ ต่างๆ หมี่กึงมีโปรตีนสูงก็จริง แต่อาจเกิดการย่อยยาก เนื่องจากร่างกายดูดซึมโปรตีนไปใช้ได้น้อย


3. เต้าหู้
คือ โปรตีนที่ได้จากน้ำนมถั่วเหลืองจับตัวกันจนกลายเป็นเต้าหู้ ซึ่งใช้สารเคมีเพื่อรวมตะกอนในน้ำนมถัวเหลือง ซึ่งปัจจุบันถั่วเหลืองต่างๆมีการตัดต่อพันธุกรรม (GMOs) ทำให้ในตลาดมีความแตกต่างเรื่องคุณภาพทางโภชนาการต่ำ และอาจมีการใช้สารเคมีให้มีสีสันสวยงาม


4. เห็ดต่างๆ
เห็ดต่างๆล้วนมีโปรตีนสูงไม่แพ้เนื้อสัตว์ และที่สำคัญแทบจะไม่มีไขมันเลย แถมยังอุดมไปด้วยกรดอมิโนกลูตามิค และวิตามินรวม เช่น (ไรโบฟลาวิน) และ(ไนอาซิน) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยในการควบคุมระบบการย่อยอาหารของร่างกาย มีเกลือแร่ ชนิดซิลิเนียม ซึ่งมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านโรคมะเร็ง ลดอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ผู้ป่วยสามารถทานเห็ดต่างๆทดแทนเนื้อสัตว์ได้เลย


5. หมี่ซั่ว หมี่ต่างๆ
คือ ทำมาจากแป้งสาลี แป้ง ผสมเกลือ น้ำ การทานแป้งสาลีเยอะเกินไปมีส่วนทำให้ระบบการย่อยอาหารของเราลดน้อยลง น้ำตาลในเลือดสูง ความดัน คอเลสเตอรอลสูง


6. ผักต่างๆ
ผักต่างๆล้วนให้ วิตามินต่างๆ แร่ธาตุ ใยอาหารมากมาย ซึ่งมีประโยชนต่อร่างกายทั้งสิ้น แนะนำให้ผักหลากสี

     สรุป: วัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารเจ เช่น โปรตีนเกษตร หมี่กึง เต้าหู้ หมี่ซั่ว ซึ่งทำมาจากแป้งสาลี ถั่วเหลือง ซึ่งปัจจุบันสิ่งเหล่านี้อาจผ่านกระบวนการต่างๆมากมายทำให้ไม่ได้โภชนาการที่ถูกหลักอนามัยและมีคุณภาพต่ำ ดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งแบบฉบับแพทย์แผนทางเลือก ไม่ควรทานเต้าหู้ โปรตีนเกษตรบ่อย ให้จำกัดแค่เพียงอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งเท่านั้น

     ทางศูนย์  จีเฮิร์บ จะเน้นให้ผู้ป่วยทานผัก ผลไม้ เห็ดนานาชนิด เข้าไปปรับสมดุลย์ให้ร่างกายมากกว่า เช่น ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวทำลายเซลล์ในร่างกาย ช่วยสร้างระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น ฯลฯ


     เห็ดนานาชนิดดีให้โปรตีนสูง มีไขมันและน้ำตาลต่ำ ให้ประโยชน์ต่างๆมากมาย เช่น กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรค ช่วยเสริมสร้างอวัยวะต่าง เช่น สมอง ปอด ตับ หัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต เป็นต้น ดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งแบบฉบับแพทย์แผนทางเลือกควรหันมารับประทานเห็ดทดแทนโปรตีนเนื้อสัตว์ได้เลย รับประทานผักผลไม้ เช่น น้ำปั่นผัก ผลไม้ ในแต่ละมื้อให้มากมาก
สิ่งที่พึงระวังอีกข้อสำหรับผู้ป่วยมะเร็งหรือบุคคลทั่วไป คือ "เชื้อรา" ที่มักเติบโตได้ดีในอาการอบอุ่น ชื้น และพบได้ทั่วไปในอาหารแห้ง เช่น ถั่ว ขนมปัง อุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ แม้กระทั่งขบวนการการผลิตอาหารต่างๆก็มีอาจมีเชื้อราปะปนได้ หากรับประทานอาหารที่มีเชื้อรา จึงเป็นสาเหตุให้สะสมสารพิษในร่างกาย ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งในอนาคตได้

www.facebook.com/gherbmedicine

โปรโมชั่นพิเศษจาก G-HERB

►ชุดบำรุงน้ำเหลือง บำรุงร่ายกาย
หรือ ต้องการดูแลสุขภาพทั่วไป

G-Herb 3 กระปุก
ราคาพิเศษ 2,700บาท
(เฉลี่ยกระปุกละ 900 บาท)

วิธีรับประทาน
-ทาน : เช้า/เย็น มื้อละ 2-3 แคปซูล
(ก่อนอาหาร 30 นาที)
-ต่อเนื่องอย่างน้อย 2 - 3 เดือน

 

►ชุดผู้ป่วย ที่เพิ่งทดลองทานครั้งแรก
ใช้ประมาณครึ่งเดือน

G-Herb 6 กระปุก
ราคาพิเศษ 5,100 บาท
(เฉลี่ยกระปุกละ 850 บาท)

วิธีรับประทาน
-ทาน : เช้า/กลางวัน/เย็น มื้อละ 4-6 แคปซูล
(ก่อนอาหาร 30 นาที)
-ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 - 4 เดือน

 

►ชุดผู้ป่วย ทานต่อเนื่องในราคาประหยัด

G-Herb 12 กระปุก
ราคาพิเศษ 9,000 บาท
(เฉลี่ยกระปุกละ 750 บาท)

วิธีรับประทาน G-HERB
-ทาน : เช้า/กลางวัน/เย็น มื้อละ 4-6 แคปซูล
(ก่อนอาหาร 30 นาที)
-ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 - 4 เดือน

G-HERB "บำรุงน้ำเหลือง รักษามะเร็ง" มั่นใจ ของแท้ 100%

G-HERB  Capsule 1

สมุนไพรบำรุงน้ำเหลือง มั่นใจ ของแท้ 100% 

✔ มีสติ๊กเกอร์วอยซ์บนฝากล่อง

✔ เม็ดแคปซูลเป็นสีชมพูม่วง

✔ มีการเลเซอร์ "G-HERB" กันปลอม ที่แคปซูลทุกเม็ด

 

 

G-HERB สมุนไพรรักษาน้ำเหลืองเสีย

บอกลา น้ำเหลืองเสีย !!!

     ✘ มีฝีขึ้นตรงอวัยวะต่างๆ

     ✘ โรคผิวหนังเรื้อรัง มีตุ่มขึ้น แผลหายยาก

     ✘ มีก้อนเนื้อขึ้นบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ

     ✘ ภูมิแพ้เรื้อรัง พอหยุดทานยาก็เป็นอีก

 

     สมุนไพร จีเฮิร์บ  เป็นการรักษาจากข้างใน กระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้กำจัดของเสีย สิ่งแปลกปลอม ขับออกมา เพื่อให้กระบวนการทำงานของภูมิคุ้มกันดีขึ้น หรือทำงานได้เป็นสมดุลย์ปกติ สร้างภูมิคุ้มกัน รักษาอาการภูมิต้านทานบกพร่อง และเป็นการรักษา

❝แบบยั่งยืน ไม่ใช่ชั่วคราว❞

     บุคคลทั่วไป : รับประทานเพื่อ บำรุงร่างกาย รักษาน้ำเหลืองเสีย กระตุ้นภูมิคุ้มกันมะเร็ง และช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน

ทุกปัญหาของมะเร็ง.... G-HERB เอาอยู่ !!

     ผู้ป่วยมะเร็ง : ที่มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ เช่น เต้านม ต่อมน้ำเหลือง ปอด ผิวหนัง ภูมิแพ้ น้ำเหลืองไม่ดี แผลหายยาก , ส่วนอวัยวะที่รักษาไม่ได้ มะเร็งตับและตับอ่อน ระยะที่ ท้องโต ตัวเหลือง ตาเหลือง รังไข่และเม็ดเลือด แต่ตัวยาสมุนไพร จีเฮิร์บ จะไปช่วยให้ร่างกายผู้ป่วยดีขึ้น แข็งแรงขึ้น และมีภูมิต้านทานที่ดี สามารถทานเพื่อบำรุงร่างกายได้

 

ผู้ป่วยมะเร็ง G-HERB ทานแล้วดี

 

กว่า 40 ปี กับการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง!!!

จีเฮิร์บ ผลิตภัณฑ์ที่มีช่วยดูแลผู้ป่วยมะเร็ง

 

 ... ทำไม ?

ลูกค้าที่ซื้อไปแล้ว กลับมาซื้อซ้ำ

  1. จีเฮิร์บ สกัดเข้มข้นของสมุนไพรธรรมชาติ100% 

  2. จีเฮิร์บ ผลิตจากโรงงานที่รับรองมาตรฐานการผลิตยาตามหลักเกณฑ์GMP 

  3. จีเฮิร์บ  มีอย. ปลอดภัย 100% ไม่มีสารตกค้าง ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 บอกลาโรคร้าย แล้วมาพิสูจน์ G-HERB ด้วยตัวคุณเอง

 

 

คำกล่าวของคุณหมอสมหมาย ทองประเสริฐ

"ใครก็ตามที่มีแนวโน้มที่จะเป็นหรือเพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งให้รีบมายุ่งกับยาของฉันก่อนแล้วการรักษาจะง่ายขึ้นมาก"

 

" ในบางราย รับประทานก่อนที่จะไปผ่าตัด พอเวลาถึงวันที่นัดผ่าตัด ก้อนเซลล์มะเร็งยุบตัวลง ไปหมดเลยจึงไม่ต้องผ่าตัด "

" ในบางราย ก้อนมะร็งยุบลง การรักษาด้วยการผ่าตัดก็ง่ายขึ้น "

 

" ผมคิดว่า ระบบน้ำเหลืองของคนเรา มีความสำคัญมาก สารในน้ำเหลืองเป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกัน เม็ดเลือดขาวเป็นตัวทำลายเชื้อโรค ถ้าน้ำเหลืองดี ร่างกายก็จะดีไปด้วย "

 

" รู้จักมะเร็ง " คนเราทุกคน ตั้งแต่เกิดมาก็มีเซลล์ที่อยากจะเป็นมะเร็งอยู่ในตัวแล้ว  เพียงแต่ว่ายังไม่มีอะไรไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเท่านั้น

     ล้วนแล้วเป็นคำกล่าวของ คุณหมอสมหมาย ทองประเสริฐ ตลอดระยะเวลากว่า 40 กว่าปี ที่ท่านใช้สมุนไพรสูตรของท่านในการรักษาโรคร้าย (มะเร็ง) ควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน


น้ำเหลืองเสีย รักษาด้วย G-HERB

     ร่างกายคนเรานอกจากจะมีอวัยวะน้อยใหญ่แล้ว ภายในร่างกายก็ยังมีระบบการทำงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหลายระบบ โดยแต่ละระบบล้วนมีความสำคัญแตกต่างกัน ดังนั้น หากการทำงานของระบบใดอยู่ในภาวะผิดปกติ บกพร่อง หรือทำงานได้ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรแล้ว ก็จะเป็นสาเหตุให้อวัยวะส่วนอื่นๆ หรือระบบอื่นๆ ในร่างกายทำงานผิดเพี้ยนตามมาได้อีกเช่นกัน


     “ระบบน้ำเหลือง”  มีความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์มาก เนื่องจากมีหน้าที่ช่วยรักษาความสมดุลของระบบอื่นๆ ภายร่างกาย กล่าวคือ ระบบน้ำเหลืองทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อต้านและทำลายเชื้อโรค รวมถึงการขับของเสียต่างๆ ในระบบร่างกาย เพื่อที่น้ำเหลืองจะถูกส่งกลับไปยังระบบไหลเวียนของเลือดได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ระบบน้ำเหลืองยังทำงานร่วมกับระบบการไหลเวียนของเลือด เพื่อที่จะลำเลียงสารอาหาร ออกซิเจน และฮอร์โมนจากเซลล์เม็ดเลือดต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในเนื้อเยื่อของระบบร่างกายภายใน ทั้งยังช่วยในการขับของเหลวส่วนเกิน ของเสีย เซลล์เม็ดเลือดที่ตายแล้ว เชื้อโรคต่างๆ เซลล์มะเร็ง และสารพิษให้ออกจากช่องว่างเนื้อเยื่อและจากร่างกายของเราอีกด้วย

     ซึ่งมีสาเหตุหลากหลาย ทั้งจากการหมุนเวียนของเลือดในร่างกายที่ไม่ดีพอ ทำให้ผิวหนังมีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ ไม่แข็งแรง ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ไม่ดีตามสมควร และสาเหตุประการอื่นๆ เช่น จากสารเคมี จากอนุมูลอิสระรวมถึงสารก่อมะเร็ง โดยภาวะน้ำเหลืองเสียนั้นแสดงอาการได้ในหลายลักษณะ เช่น

     * ผื่นตุ่มพอง ที่บางครั้งกลายเป็นหนอง : คนบางคนมีลักษณะผิวหนังที่ง่ายต่อการกระตุ้น เพียงเกา อุณหภูมิเปลี่ยน หรือเมื่อสัมผัสโดยตรงกับสารที่แพ้ ผิวหนังก็จะปล่อยสารก่อภูมิแพ้ขึ้น ทำให้มีลักษณะบวม เห่อ และ/หรือ คัน และหาก เกาในบริเวณที่มีอาการคันก็จะเกิดแผล จนบางครั้งถึงขั้นติดเชื้อที่ผิวหนังได้เมื่อเชื้อโรคที่อยู่บริเวณผิวหนังอาศัยจังหวะนี้ แพร่เข้าไปในบาดแผลได้ 


     * ภาวะน้ำเหลืองเสียที่เกี่ยวเนื่องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย: ลักษณะอาการที่พบ ได้แก่ โรคภูมิแพ้ผิวหนังทั่วไป เช่น การแพ้ภูมิตนเอง (SLE) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคเรื้อนกวาง


     * น้ำเหลืองเสียที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ: ลักษณะอาการที่พบ ได้แก่ โรคงูสวัด เริม ซึ่งเป็นโรคที่มีตุ่มน้ำพองใสเกิดขึ้น พร้อมกับอาการปวดแสบปวดร้อน โดยมีสาเหตุจากเชื้อไวรัส รวมถึงโรคกลากเกลื้อน และโรคผิวหนังอื่นๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย


     * การที่บางคนมีแผลและอาการคันเมื่อได้รับหรือสัมผัสสารวัตถุต่างๆ เช่น สารเคมี สารจากสัตว์หรือพืชบางชนิด รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ที่มีในสิ่งแวดล้อม เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้


     * ผื่นแพ้ในเด็ก: เด็กบางรายพบว่ามีผื่นแพ้ที่ผิวหนัง เป็นแผลพุพองโดยมิได้เกาหรือมีแผลมาก่อน ซึ่งแท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากกระบวนการแพ้ในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวหนังอักเสบ โดยมักพบในเด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นโรคเหล่านี้

สำหรับการรักษา :

     จำเป็นต้องพิจารณาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการน้ำเหลืองเสีย และลักษณะของอาการ ซึ่งมีทั้งที่แสดงออกทางผิวหนังเพียงอย่างเดียว และ/หรือ ความไม่สมดุลของระบบในร่างกายอื่นๆ เช่น หากเป็นอาการที่แสดงทางผิวหนังซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อชนิดใด ก็สามารถรับประทานยาที่กำจัดเชื้อประเภทนั้น หรือหากเกิดจากโรคทางระบบภูมิคุ้มกันก็ควรรับประทานอาหารและพืชที่มีประโยชน์ มีสารช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า โรคน้ำเหลืองไม่ดีตามความเชื่อและความเข้าใจของคนโดยทั่วไปนั้น มักเป็นการอธิบายโรคจากลักษณะบาดแผลโดยมิได้พิจารณาจากสาเหตุ ทำให้การรักษาไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น การนำยารักษาอาการแพ้จำพวกสเตียรอยด์ไปใช้ทากับตุ่มที่เกิดจากการติดเชื้อ เป็นต้นท้ายสุดนี้

ขอเสนอแนะ :

วิธีการรักษาระบบน้ำเหลืองและปรับสมดุลระบบภายในร่างกาย โดยวิธีทางธรรมชาติโดยผู้มีอาการน้ำเหลืองเสียควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะโปรตีนจากปลา ผัก ผลไม้ รวมถึงพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติฟอกโลหิต เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย และมีสารออกฤทธิ์กำจัดเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงพยายามออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อเลือดลมไหลเวียนดี ผิวหนังซึ่งเป็นหน้าต่างบานแรกที่บ่งชี้สุขภาพก็จะมีสุขภาพแข็งแรงตามไปด้วย

จีเฮิร์บ เป็นสมุนไพรบำรุงและรักษาน้ำเหลืองเสีย :
     จะกระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้กำจัดของเสียและสิ่งแปลกปลอม การขับออกมาเพื่อให้กระบวนการทำงานของภูมิคุ้มกันดีขึ้น หรือทำงานได้เป็นสมดุลย์ปกติ และสร้างภูมิคุ้มกัน รักษาอาการภูมิต้านทานบกพร่อง


***หากระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดี ก็จะปิดโอกาสการเกิดการสะสม การเกิดโรคภัยต่างๆ กับร่างกายนั้นยากขึ้น

 

วิธีรับประทาน :
     - รับประทาน เช้า /เที่ยง/เย็น มื้อละ 2 - 3 แคปซูล
     - ต่อเนื่องอย่างน้อย 2 - 4 เดือน

(ผลที่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายแต่ของละบุคคล และ การดำเนินชีวิตในประจำวันที่ถูกต้อง)

www.facebook.com/gherbmedicine

ภูมิแพ้ รักษาด้วย G-HERB

     "ภูมิแพ้" เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ ทำให้เกิดอาการเมื่อสัมผัสหรือสูดดมสารก่อภูมิแพ้ โดยมีปัจจัยส่งเสริมคือ สภาวะแวดล้อมโดยเฉพาะสภาวะมลพิษทางอากาศที่นับวันจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ จากสถิติพบว่า 

     ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่มีอาการเจ็บป่วยจากโรคภูมิแพ้ อีกทั้งโรคภูมิแพ้ยังเป็นสาเหตุให้เกิดโรคตามมาอีก เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หอบหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทอลซินอักเสบเรื้อรังหรือทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพการนอน หัวใจ และสมอง ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้มีอาการภูมิแพ้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการรักษาเพราะอาจทำให้เกิดโรคอื่นแทรกซ้อนขึ้นมาได้

ชนิดของโรคภูมิแพ้ อาจแบ่งตามระบบของร่างกาย ออกได้เป็น 5 กลุ่มคือ

     1. โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคหืด (Astha)
     2. โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis)
     3. โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergic skin disease)
     4. โรคภูมิแพ้ทางตา (Eye allergy)
     5. โรคภูมิแพ้ทางเดินอาหาร

วิธีป้องกันภูมิแพ้

     1. ควรได้รับแสงแดดเพื่อเพิ่มหยางในร่างกาย ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการเดินออกกำลังกาย สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดอาการเกิดภูมิแพ้ แนะนำให้ออกกำลังกายในช่วงที่แดดไม่แรงจนเกินไป โดยให้แสงแดดส่องที่บริเวณแผ่นหลังและฝ่ามือเป็นหลัก


     2. หลีกเลี่ยงและอยู่ห่างไกลจากฝุ่นละออง ควันรถยนต์ในชั้นบรรยากาศ ควันก๊าซจากโรงงาน หรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ เช่น ควันบุหรี่ เป็นต้น


     3. การนอนหลับพักผ่อน ไม่ควรเข้านอนดึกจนเกินไป เพราะในช่วงหลังจาก 5 ทุ่มเป็นต้นไป จะเป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการซ่อมแซมและฟื้นฟูปรับสมดุล การนอนดึกจะไปทำลายระบบการฟื้นฟูของภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดภูมิแพ้ขึ้น


     4. ปรับอาหาร โดยการกินอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี คนเราสร้างวิตามินซี ไม่ได้

 

การทาน จีเฮิร์บ :

     การรักษาภูมิแพ้ด้วยสมุนไพรเป็นการรักษาจากข้างใน ช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้กำจัดของเสีย สิ่งแปลกปลอม โดยการขับออกมาเพื่อให้กระบวนการทำงานของภูมิคุ้มกันดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยรักษาอาการภูมิต้านทานบกพร่องอีกด้วย

 

ประวัติของหมอสมหมาย ทองประเสริฐ

     หมอสมหมาย เป็นคนสิงห์บุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่  27  ธันวาคม พ.ศ. 2464  ปัจจุบันอายุ 90 ปีแล้ว  คุณพ่อคุณแม่มีบุตรธิดารวม 7 คน โดยผมเป็นคนที่ 5 คุณพ่อคือนายกิมซิด  คุณแม่นางพิมเสน  ทองประเสริฐ  พี่ชายคนโตของผม ชื่อศาสตราจารย์พันตรีนายแพทย์ประจักษ์   ทองประเสริฐ  เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช พี่ชายคนที่สองชื่อนายหงวน  ทองประสริฐ  เป็นลูกศิษย์ท่านปรีดี  พนมยงค์ พี่สาวคนที่สามและที่สี่แต่งงานเป็นแม่บ้าน  ส่วนผมซึ่งเป็นบุตรคนที่ห้า  เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก พ.ศ.2471  ที่โรงเรียนประจำเซนต์ปีเตอร์  ซึ่งอยู่ตรงตึกซิงเกอร์ สี่-พระยาในปัจจุบัน  น้องสาวคนที่หกยังมีชีวิตอยู่ส่วนน้องชายคนที่เจ็ดเป็นนายทหาร  จบการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธ  ปัจจุบันมีพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงสามคน  คือพี่สาวคนที่สามอายุ 95 ปี ผมอายุ 90 ปีและน้องสาวอายุ 84 ปีนอกนั้นเสียชีวิตหมดแล้ว

ในวัยของการศึกษา

          ครอบครัวของผมสนับสนุนการศึกษาเฉพาะผู้ชายส่วนลูกผู้หญิงไม่ส่งเสียให้เล่าเรียน พี่ชายของผมนับว่าได้เป็นชาวสิงห์บุรีคนแรกที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้ทุนของร็อกกี้ เฟลเรอร์ ไปเรียนต่อที่ยอห์นฮอสปิตัส ประเทศอเมริกา  ส่วนผมสำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิตสมัยเด็กศึกษาที่ ร.ร. เซนต์ปีเตอร์ ในปี พ.ศ. 2471 และจบ ม.5 ในปี พ.ศ. 2478 สมัยที่ผมเรียนนั้น การศึกษายังมีระดับชั้น ม. 8 อยู่ ไม่ได้มีเตรียมอุดมศึกษาเหมือนสมัยนี้ หลังจากจบชั้น ม.5 ร.ร. เซนต์ปีเตอร์ ก็มาศึกษาต่อที่ ร.ร. อำนวยศิลป์ ปากครองตลาดจนจบ ม.8 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเตรียมอุดมซึ่งคุณชอุ่ม  ปัญจพรรค์ เป็นนักเรียนเตรียมอุดมหมายเลข 1

จิตใต้สำนึก “ชีวิตคือ  ธรรมชาติ”

          อีกประการหนึ่ง ผมมีจิตสำนึกอยู่เสมอว่าในโลกนี้ธรรมชาติทำให้เกิดโลก แล้วธรรมชาติต้องมียาแก้โรคให้ด้วย เช่น การใช้ซิงโคน่า(Cinchona) รักษาโรคมาเลเรีย ใบดิจิตาลีส ( Digitalis) รักษาโรคหัวใจในสัตว์ เช่น แมว สุนัข ไม่สบายก็จะไปเที่ยวหาต้นหญ้ากิน พออาเจียนแล้วก็หาย นั่นคือการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แต่มนุษย์เราโดยเฉพาะการแพทย์ทางตะวันตกไม่ค่อยคิดเรื่องนี้ พยายามค้นคว้าไปทางเคมีเป็นส่วนมาก

         ผมเข้าศึกษาต่อที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยมีพี่ชายเป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียน ผมสำเร็จคณะเภสัชศาสตร์ได้เหรียญทองและเป็นอาจารย์ที่เภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามกฎได้ 1 ปี ก็ออกมาศึกษาแพทย์ต่อที่ศิริราช สมัยนั้นหากจะเรียนแพทย์ต้องเรียนที่ศิริราชแห่งเดียวเท่านั้น ที่อื่นยังไม่มีการเรียนการสอน ในคณะเรียนผมก็ใช้ความรู้ทางเภสัชฯ ไปทำงานร้านขายยา เพื่อส่งเสียตัวเองเรียนแพทย์จนกระทั่งผมจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2494 ที่จริงแล้ว ผมคุ้นเคยกับโรงพยาบาลศิริราชมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากตอนอายุเพียง 7-8 ปี เวลาเปิดเทอมผมก็จะมาอยู่กับพี่ชายที่ศิริราช ส่วนมากจะไปอยู่กับพวกพี่ๆพยาบาล เพราะพี่ชายต้องทำงาน สมัยเมื่อ พ.ศ. 2471 นั้น ศิริราชยังเป็นป่าอยู่เลยมีตึกเพียง 5 ตึก มีโรงกระโจมใช้ผ้าขึงเป็นห้องผ่าตัด

         สมัยเมื่อผมเรียนแพทย์ศิริราชอยู่ปี 3 ปี 4 จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา และทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรมอยู่ที่ศิริราชนั้นผมสนใจเรื่องการศึกษามะเร็งมากเพราะการศึกษาโรคอื่นๆ ทางศัยลกรรมสามารถรักษาให้หายได้ง่าย แต่การรักษามะเร็งนั้นยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหรือฉายรังสีก็ดี

         เนื่องจากผมสำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิตก่อนมาเรียนแพทย์  ผมจึงมีความคิดว่าน่าจะค้นคว้าหาสมุนไพรมาช่วยในการรักษามะเร็งบ้าง  แต่ในขณะนั้นผมเป็นลูกน้องไม่สามารถที่พูดเสนอความคิดได้

         เมื่อสำเร็จการศึกษาจากศิริราช  แล้วด้วยความที่เป็นคนชอบทดลอง  ผมมาอยู่สถานเสาวภา  1 ปี  ก็อยากทดลองเรื่องวัคซีนกับเซรุ่มในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า  พอครบปีก็กลับมาเป็นศัลยแพทย์ที่ศิริราช  เป็นศัลยแพทย์ได้สองปี  สมัยนั้นไม่มีตำแหน่งให้ต้องเป็นลูกจ้าง  ผมเป็นลูกจ้างรับเงินเดือน เดือนละ 700 บาท  ( สมัยนั้นทองบาทละ 60บาท )

หลังจากจบการศึกษาแพทย์

         หลังจากจบการศึกษา  ผมตั้งใจว่าจะกลับไปอยู่สิงห์บุรีเพราะแม่ของผมอยู่ที่นั้นตามลำพัง  แม่ก็อายุมากแล้วไม่มีใครคอยดูแล  เนื่องจากพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478  ดังนั้นเมื่อผมทำงานที่ศิริราชครบ  2  ปี   อีกทั้งตัวเองอยากได้ตำแหน่งประจำเพราะสมัยนั้นหาตำแหน่งประจำอยากเหลือเกิน  มีตำแหน่งประจำก็เป็นแผนกกระดูกซึ่งผมไม่ต้องการ

         วันหนึ่งขณะผมเดินทางกลับจากศิริราช  ผมได้พบกับรุ่นพี่ที่ท่าน้ำ  ชื่อหมออุทัย  ศรีอรุณ ( ภายหลังได้รับตำแหน่งพลตำรวจโทและเป็นจเรตำรวจ )  เขาถามว่าผมจะไปไหน  ผมก็บอกว่าผมจะกลับไปเอาตำแหน่งหมอกระดูกที่ศิริราช  เขาจึงออกปากว่าอยากให้ผมไปช่วยที่โรงพยาบาลตำรวจ  ถ้าวันนั้นผมกลับไปเป็นหมอกระดูกที่ศิริราช  ผมคงเกษียณอายุแค่ 60 ปี  ไม่ได้มาเป็นหมอรักษามะเร็งในปัจจุบันนี้

หมอสมหมาย ผู้เริ่มต้นโรงพยาบาลตำรวจ

         เมื่อไปถึงโรงพยาบาลตำรวจ  ผมจึงได้พบว่าที่นั้นไม่มีความพร้อมอะไรเลย  ผมต้องจัดเตรียมบรรดาเครื่องไม้ เครื่องมือ จนสามารถผ่าตัดคนไข้ได้เอง  สมัยนั้นโรงพยาบาลตำรวจเป็นเพียงโรงพยาบาลในแผนกตำรวจ  ผมทำงานจนกระทั้งได้ติดยศเป็นร้อยตำรวจเอกก็ได้ทราบข่าวว่าสิงห์บุรี  กำลังสร้างโรงพยาบาล ผมจึงบอกหัวหน้าแผนกว่าจะขอย้ายไปโรงพยาบาลสิงห์บุรี  หากโรงพยาบาลสิงห์บุรีสร้างเสร็จ หัวหน้าผมไม่อนุญาต ท่านบอกว่า “ลื้อมาอยู่ที่นี่ไม่กี่เดือน สร้างความเจริญให้กับโรงพยาบาลตำรวจ ได้ผ่าตัดได้ ทำอะไรมากมาย ไม่อนุญาตให้ไปหรอก” เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น  แต่ความต้องการที่จะอยากกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลบ้านเกิดมากกว่าในเดือนธันวาคมของปีนั้นผมจึงเขียนจดหมายลาออกทิ้งไว้แล้วจากไปอยู่ที่สิงห์บุรีโดยไม่ได้ร่ำลาผู้ใด

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

     "มะเร็งต่อมน้ำเหลือง"

     คือ มะเร็งที่เกิดขึ้นจากเซลล์ของต่อมน้ำเหลืองโดยตรง ส่วนมะเร็งที่ลุกลามจากอวัยวะอื่นแพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง อาจทำให้เกิดอาการต่อมน้ำเหลืองโตได้ แต่ไม่เรียกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่จะเรียกตามมะเร็งที่อวัยวะนั้นแพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง

 

สาเหตุ :

     ความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายคนเรานั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าวันใดเกิดจิตตก เครียด วิตกกังวล ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้กลไกทางภูมิคุ้มกันลดลง

 

อาการ :

     ส่วนใหญ่ก้อนเนื้อจะขึ้นบริเวณ ไหลปลาร้า คอ ขาหนีบ รักแร้ คอ ขาหนีบ ก้อนเนื้อจะสามารถงอกได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย ผู้ป่วยบางรายเป็นไข้ตลอด มีไข้สูงนานเป็นเดือน

 

การตรวจวินิจฉัย :

     โดยตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ดูลักษณะของเซลล์มะเร็ง ย้อมพิเศษตรวจแยกชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง บางครั้งอาจต้องตรวจเนื้อเยื่อด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอน หรือตรวจดีเอนเอ
เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองการตรวจขั้นต่อไปคือ การตรวจหาระยะของโรค นิยมตรวจด้วยการเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ของปอดและช่องท้อง
ในปัจจุบันนี้การตรวจเพ็ทสแกน และเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์มีความไว และการจำเพาะในการตรวจรอยโรค และระยะของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ดีกว่าเอ็กซเรย์ทั่วไป แต่มีราคาสูงกว่า

 

ลักษณะของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง :

     - มะเร็งต่อมน้ำเหลืองกระจายมาคอ
     - มะเร็งกระจายมาต่อมน้ำเหลืองบริเวณไหลปลาร้า
     - มะเร็งต่อมน้ำเหลืองกระจายมาจากต่อมทอนซิล
    - มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในเต้านม

 

วิธีการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน :

     รังสีรักษา ; การฉายแสงรังสีรักษาสามารถควบคุมมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ดี ทำให้ก้อนมะเร็งยุบได้อย่างรวดเร็ว


     ยาเคมีบำบัด ; มะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน ยาที่นิยมใช้คือสูตรยาช้อป (CHOP) ซึ่งย่อมมาจาก ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ ยาเอเดรียมัยซิน ยาออนโควินหรือวินคริสตีน ยาเพร็ดนิโซโลน


    ยาสเตียรอยด์ ; มะเร็งต่อมน้ำเหลืองตอบสนองดีต่อยาสะเตียรอยด์ แต่จะได้ผลดีเมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด


     การเปลี่ยนไขกระดูก ; การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการเปลี่ยนไขกระดูก หรือปลูกถ่ายเซลล์ตัวอ่อนของไขกระดูก ทำให้การตอบสนองต่อยาดีขึ้น

 

การรักษาตามเป้าหมาย :

     ยาแอนติบอดีต่อซีดี 30 ที่ผิวเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ จัดเป็นยาที่รักษาตามเป้าหมาย สามารถใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ได้ผลดี โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ดื้อยาเคมีบำบัดหรือโรคเป็นซ้ำ ชื่อยาเรทูซิแม็พ
ยาแอนติบอดีติดฉลากสารกัมมันตรังสี ให้การตอบสนองสูงถึงร้อยละ 50-80 เช่น ยาแอนติบอดีต่อซีดี 20 ที่ผิวเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองติดฉลากด้วยสารกัมมันตรังสียิบเทรียม 90 ชื่อยา ไอบริทูโมแม็พ เป็นต้น
     อิมมูนบำบัด : ยาอินเตอเฟียรอนอัลฟ่า ใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้โดยเฉพาะชนิดโฟลิคูลาร์
     ยาเคมีบำบัดชนิดทา : มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจเกิดที่ผิวหนังได้เรียกว่า โรคลิมโฟมาคิวทิส สามารถรักษาด้วยการฉายแสงรังสีอิเล็คตรอนที่ผิวหนัง รักษาด้วยยาเคมี

**มะเร็งต่อมน้ำเหลืองรักษายากมาก ยุบๆ โผล่ๆ ส่วนใหญ่รักษาโดยยาเคมี ซึ่งมีราคาแพง**

มะเร็งปอด

     เป็นมะเร็งที่พบได้มากในประเทศไทย โดยพบมากเป็นอันดับ 2 ในเพศชาย อันดับ 4 ในเพศหญิง ตรวจพบในระยะเริ่มแรกได้ยากเพราะอาการจะไม่ปรากฏ คนที่มาพบแพทย์ส่วนใหญ่ก็จะมีอาการที่โรคลุกลามแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าระยะใดก็มีหนทางในการดูแลรักษา และ ส่งผลให้มีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น เมื่อได้รับการวินิจฉัยระยะและมีการรักษาที่ถูกต้อง

 

สาเหตุ :

     อาจะมาจากสิ่งแวดล้อมและอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้ามาก ฯลฯ

 

อาการ :

     บางคนมีอาการไอต่อเนื่องกันหลายอาทิตย์ บางครั้งไอโดยมีโลหิตออกมา บางคนเหนื่อย หอบ แน่นหน้าอก (เนื่องจากน้ำท่วมปอด) เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

 

การตรวจวินิจฉัย :

     - การซักประวัติ พฤติกรรมเสี่ยงและประวัติความครัว
     - เอกซเรย์ปอด (ภาพ x-ray) ดูตำแหน่งของก้อนในปอดว่าอยู่หน้าหรือหลัง
     - การส่องกล้องดูหลอดลม (bronchoscopy) วิธีนี้สามารถเข้าไปได้ลึกจนถึงหลอดลมแขนงย่อย ทำให้นอกจากจะเห็นลักษณะของหลอดลมแล้ว ยังสามารถตัดชิ้นเนื้อในหลอดลมและเนื้อปอดนอกหลอดลม (transbronchial biopsy) ไปส่งตรวจ
     - การตัดชิ้นเนื้อบริเวณต่อมน้ำเหลืองไปส่งตรวจทางพยาธิ
     - การทำสแกน (SCAN)
     - การใช้เข็มขนาดเล็กเจาะก้อน
     - การผ่าตัดเปิดทรวงอก
เป็นวิธีสุดท้ายในการวิเคราะห์โรค และเป็นการรักษาไปด้วยถ้าผู้ป่วยเป็นเนื้องอก

 

ลักษะของผู้ป่วยแต่ละราย :

     -มะเร็งปอด (มีต้นตอที่ปอด) กระจายไปในปอด
     -อาจลามไปที่กระดูก
     -น้ำท่วมปอดลามไปเยื่อหัวใจ
     -อาจจะเป็นมะเร็งเต้านม มดลูก ลำไส้ใหญ่ ลามมาปอดก็ได้
     -อาจจะเป็นจุดที่ปอดข้างใดข้างหนึ่ง หรือกระจายไปอีกข้างก็ได้

 

วิธีการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน :

- ผ่าตัด (surgery)
     ถ้าเป็นก้อนเนื้อหรือจุดที่ไม่ใช่ตรงกลางปอด สามารถผ่าตัด (surgery) จนตัดมะเร็งออกได้หมด และปอดที่เหลืออยู่ยังเพียงพอสำหรับการหายใจ ขนาดของปอดที่ตัดออกขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของมะเร็ง ถ้าคุณหมอวินิจฉัยว่าผ่าตัดได้ (โอกาสรอดหรือยืดอายุได้มากกว่าผู้ที่ไม่ตัด)


- รังสีรักษา หรือการฉายแสง (Radiation therapy)
      ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ผ่าตัดไม่ได้ และในรายที่ผ่าตัดแล้วแต่ตัดมะเร็งออกไม่หมดหรือคาดว่ามะเร็งจะงอกขึ้นมาอีก การฉายรังสียังมีประโยชน์สำหรับการบรรเทาอาการ เช่น เมื่อมีการอุดกั้นของหลอดเลือดดำใหญ่ มีอาการปวดกระดูกหรืออาการทางสมอง

     ปัจจุบันการฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด เช่น การฉายรังสีแบบ 3 มิติ, เทคนิคการใช้รังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัด, Fractionation, Radiation modifiers เป็นต้น

- เคมีบำบัด ( Chemotherapy)
     มีบทบาทสำคัญในการรักษามะเร็งปอด ในปัจจุบันนิยมใช้ยาหลายตัวสลับกันเป็นระยะ (cyclical treatment) เพราะได้ผลดีกว่าการใช้ยาตัวเดียว ผลการรักษามักจะดีในผู้ป่วยที่สภาพร่างกายสมบูรณ์ และมีมะเร็งในร่างกายน้อย ยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง

*หากน้ำท่วมปอด (อาจจะต้องเจาะน้ำออก) ฝังท่อให้น้ำไหลออกได้


มะเร็งเต้านม

"มะเร็งเต้านม (Breast cancer)"

     เป็นโรคมะเร็งที่มีความสัมพันธ์กับการมีระดับเอสโตรเจนในเลือดสูงเป็นเวลานาน โดยเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 1-2 ของโรคมะเร็งที่พบได้ในผู้หญิง จะเริ่มพบได้ตั้งแต่วัยสาวเป็นต้นไป และจะพบได้มากขึ้นตามอายุ ส่วนมากจะพบในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ปัจจุบันมะเร็งนมพบได้ในผู้หญิงที่มีอายุน้อย (ก้อนเนื้อที่เต้านมไม่ใช่เป็นมะเร็งทั้งหมด อาจจะเป็นถุงน้ำ หรือเยื่อก็ได้)

 

สาเหตุ :

     - อายุที่มากขึ้น ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
     - เคยผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านม และพบว่าเป็นซีสต์เต้านมชนิดที่เริ่มผิดปกติ (Atypia)
     - พันธุกรรม มีประวัติว่าคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ (มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกัน) จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้สูงกว่า (ถ้ามีญาติเป็นมะเร็งเต้านมก่อนวัยหมดประจำเดือน ยิ่งมากคนก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้มากขึ้น)
     - มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากมะเร็งรังไข่มีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้
     - มีโรคก้อนเนื้อบางชนิดของเต้านม
     - การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
     - การเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากพบโรคนี้ได้สูงขึ้นในหญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี
     - การมีภาวะหมดประจำเดือนช้า หรือหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี
     - การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดตั้งแต่อายุยังน้อยและใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน (เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ก่อนวัยหมดประจำเดือน)

 

อาการ :

     ในระยะแรกมักมีอาการไม่ชัดเจน ต่อมาผู้ป่วยจะคลำได้ก้อนที่เต้านม (มักเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว ส่วนโอกาสที่จะเกิดทั้งสองข้างมีเพียง 5%) ก้อนที่เป็นมะเร็งเต้านมมักจะมีลักษณะแข็งและขรุขระ แต่อาจจะเป็นก้อนเรียบ ๆ ก็ได้ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด แต่จะมีเพียง 10% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่มีอาการปวดเต้านม (ในกรณีที่ก้อนใหญ่ก็สามารถแตกออกมาได้)
ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้แก่ หัวนมบุ๋ม (จากเดิมที่ปกติ)



วิธีการตรวจโดยแพทย์แผนปัจจุบัน :

     -การตรวจภาพรังสีเต้านม (Mammogram – แมมโมแกรม)
     -อัลตราซาวด์
*แต่ที่จะให้ผลแน่นอนที่สุดคือ การเจาะ ดูดเซลล์ หรือตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

 

ลักษณะของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแต่ละราย :

     - มะเร็งเต้านมที่ยังไม่ได้รับการรักษา
     - มะเร็งเต้านมผ่าตัดแล้วงอกใหม่ที่เดิม
     - มะเร็งเต้านมผ่าตัดแล้วงอกใหม่ที่เดิมแล้วลามไปอีกข้างหนึ่ง
     - มะเร็งเต้านมผ่าตัดแล้ว รับยาเคมีครบคอร์ส แต่มะเร็งก็งอกใหม่
     - มะเร็งเต้านมผ่าตัดแล้ว ฉายแสงและคีโมแล้ว แต่ก็งอกใหม่
     - มะเร็งเต้านมเน่าจนแตก

 

การกระจายของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะอื่นๆ :

     - เป็นแผลที่จุดเดิม เล็กๆ
     - เป็นก้อนเนื้อบริเวณไหปลาร้า
     - เป็นก้อนเนื้อบริเวณรักแร้
     - เซลล์มะเร็งได้ลามเข้าปอด ตับ หรือกระดูก (การบ่งบอกถึงมะเร็งระยะลุกลามแล้ว)

 

การรักษาโดยใช้แผนปัจจุบัน :

     - ให้ยาเคมี คีโม
     - ฉายแสง
     - เลาะก้อนเนื้อหรือตัดเต้านม
     - มะเร็งเต้านมที่รักษาด้วย ยา Hercerptin (ยาช่วยให้ลดการเกิดซ้ำของเซลล์มะเร็ง ในกรณีมี ER (ฮอร์โมนเพศหญิง) PR (ฮอร์โมนเพศชาย) Her-2 (ยีนมะเร็งเต้านม) เป็นบวก )

 

ด้วยประสบการณ์ของคุณหมอสมหมาย :

     1. การทานยาสมุนไพร G-HERB ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่รักษาก้อนเนื้อให้ยุบลง (เพราะถูกทดลองมาแล้วว่าสามารถสร้างเซลล์ต่อต้านมะเร็งและควบคุมการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งได้)


     2. ถ้าก้อนเนื้อยุบแล้วก็จะพิจารณาว่าควรตัดหรือเลาะเนื้อออกหรือเปล่า ถ้าพิจารณาแล้วว่ามะเร็งกระจายไปส่วนอื่นแล้วก็ควรจะตัดทิ้ง เช่น รักแร้ ฯลฯ เพื่อไม่ให้ลามไปส่วนอื่น


      3. จะต้องอัลตราซาวด์ดูอีกครั้งว่ามีก้อนเนื้อร้ายขึ้นใหม่อีกหรือเปล่า ถ้ามีควรจะทาน G-HERB ให้ก้อนเนื้อยุบเสียก่อน ในบางกรณีอาจจะไม่ต้องตัดเต้านมทิ้งก็ได้

***สิ่งที่คุณหมอสมหมายค้นพบ คือ การรักษาแบบแผนปัจจุบันควบคู่กับการทาน จีเฮิร์บ วิธีนี้ทำให้ผู้ป่วยหลายต่อหลายรายสามารถมีชีวิตรอดมาได้ 

(ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)


มะเร็งตับในถุงน้ำดี

     มะเร็งถุงน้ำ เกิดจากเซลล์ของถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดีกลายเป็นมะเร็ง ถุงน้ำดี มีหน้าที่เก็บน้ำดีและทำให้น้ำดีมีความเข้มข้นขึ้น น้ำดีนี้สร้างที่ตับและมาเก็บกักที่ถุงน้ำดี หน้าที่ของน้ำดีจะทำการสลายหรือย่อยไขมันในลำไส้พบได้มากในผู้ป่วยที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป

สาเหตุ :

     - นิ่วในถุงน้ำดีและการอักเสบ
     - เป็นก้อนเนื้อหรือซีสที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต
     - ประวัติครอบครัว ผู้ป่วยที่ประวัติครอบครัวโดยเฉพาะพี่น้อง หรือพ่อแม่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี

 

อาการ :

     ผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีในระยะแรกเริ่มจะจะไม่มีอาการโดยมากจะทราบเพราะการผ่าตัดอย่างอื่นและพบโดยบังเอิญ ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีจะมาในระยะสุดท้ายของโรค อาการที่สำคัญได้แก่ ไข้เจ็บชายโครงขวา บางรายอาจจะมีอาการดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องอืด น้ำหนักลด

 

การตรวจวินิจฉัย :

     - เครื่อง Ultrasound โดยใช้คลื่นเสียงตรวจทำใ้เกิดเสียงสะท้อนกลับมา หากมีเงาผิดปกติจะทำให้สงสัยว่าเป็นมะเร็งถุงน้ำดี 


    - การตรวจ computer ช่องท้อง การตรวจนี้ใช้เวลา 10-30 นาทีก็จะได้คำตอบ


     - การตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็ก MRI (magnetic resonance imaging) scan ใช้เวลาตรวจประมาณ 1 ชั่วโมงและเสียงดังในระหว่างการตรวจ


     - การตรวจโดยการส่องกล้อง ERCP (endoscopic retrograde cholangio-pancreatography) วิธีการส่องกล้องแล้วสวนดีเข้าในทางเดินน้ำดี ซึ่งจะทำให้เห็นถุงน้ำดีและทางเดินน้ำดี


     - การฉีดสีเข้าเส้นเลือด Angiogram เนื่องจากถุงน้ำดีอยู่ใกล้อวัยวะเช่นหลอดเลือดจึงต้องฉีดสีเพื่อดูว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียง


     - การเจาะหน้าท้องเพื่อส่องกล้องเข้าไปดู Laparoscopy วิธีการนี้แพทย์จะเห็นอวัยวะภายในและถุงน้ำดี

 

ลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย :

     -ท้องโตเพราะมีน้ำในช่องท้อง
     -ท่อน้ำดีอุดตันทำให้ตาเหลือง

 

วิธีการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน :

     - หากผู้ป่วยสุขภาพดีและโรคเป็นในระยะแรกเริ่มการผ่าตัดจะเป็นการรักษาหลัก
     - การให้รังสีรักษามะเร็งถุงน้ำดี
     - โดยการใช้รังสีที่มีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็งการใช้เคมีบำบัด
     - หากเซลล์มะเร็งอุดกลั้นทางเดินน้ำดีแพทย์อาจจะใส่หลอดหรือที่เรียกว่า stent เพื่อระบายน้ำดี


การรับประทาน จีเฮิร์บ 

     เบื้องต้นจะช่วยบรรเทาอาการปวดบริเวณช่องท้อง ควบคุมขนาดก้อนเนื้อ และหยุดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง จึงทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ป่วยแข็งแรงยิ่งขึ้น

*** ดังนั้น การรักษาที่ดีที่สุด คือ ถ้ามีอาการจุกเสียด แน่นท้อง เบื่ออาหาร ให้สันนิษฐานว่าเป็น "มะเร็งตับ" เสียก่อน แล้วให้รีบไปหาหมอเพื่อทำการเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ช่องท้อง (การทำอัลตราซาวด์สามารถตรวจอวัยวะได้ถึง 6 อวัยวะ เช่น ตับ ท่อน้ำดี ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ม้าม ) 

(ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

10 สัญญาณเตือนภัยมะเร็งที่ไม่ควรมองข้าม

     ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย 10 สัญญาณเตือนต่อไปนี้ คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นอาการบ่งบอกว่ากำลังเผชิญหน้ากับโรคมะเร็งอยู่หรือไม่

1. เลือดออกผิดปกติ

     ก้อนมะเร็งส่วนใหญ่จะมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงมากกว่าอวัยวะปกติ เส้นเลือดเหล่านี้ไม่แข็งแรงและแตกง่าย ทำให้มีเลือดออกได้ง่ายกว่าปกติ ดังนั้นหาก...

เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เช่น เลือดออกระหว่างรอบเดือน เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดประเดือนมากหรือนานกว่าปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของมะเร็งปากมดลูก ซึ่งพบมาในผู้หญิงไทย

เลือดที่ออกปนมากับอุจจาระ อาจจะเป็นอาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าอกจากโรคริดสีดวงทวารเสมอไป

เลือดที่ออกมาในปัสสาวะ อาจจะไม่ได้เกิดจากการเป็นนิ่ว แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะและมะเร็งของไต

อาการไอเรื้อรังเกิน 3-4 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด หรือไอเป็นเลือด อาจเป็นอาการของมะเร็งปอดได้เช่นกัน
การมีเลือดออกเพียงครั้งสองครั้งจากอวัยวะต่างๆ อาจจะไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่ถ้าเป็นหลายครั้งหรือเป็นอยู่นาน อย่าได้นิ่งนอนใจ ควรจะรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

2. เต้านมเปลี่ยนแปลง

     ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะคุ้นเคยกับเต้านมของตนเองดี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตรวจเองอย่างสม่ำเสมอ การเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งเต้านม ได้แก่ ผิวเต้านมเป็นผื่นแดงหรือนูนหนากว่าปกติหลายสัปดาห์ มีเลือด น้ำเหลืองหรือของเหลวผิดปกติออกมาจากหัวนม และหัวนมที่เคยยื่นออกมาถูกดึงรั้งหรือหดตัวเข้าไปในเต้านม ถ้ามีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมอย่างละเอียด

3. ลำไส้แปรปรวน

     อาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร บางอย่างอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยมะเร็งในอวัยวะของระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อืดแน่นท้องเหมือนอาหารไม่ย่อยที่หาสาเหตุไม่ได้ กินยาลดกรดแล้วอาการก็ไม่ทุเลา อาจจะเป็นอาการของมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งรังไข่ ซึ่งอาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดท้องเรื้อรัง รู้สึกอิ่มเร็ว หรืออืดแน่นท้องเร็วทั้ง ๆ ที่กินอาหารไม่มาก ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

4. ผิวหนังเปลี่ยนแปลง

     ไฝและขี้แมลงวันที่มีขนาดโตขึ้น สีคล้ำดำขึ้นหรือมีเลือดออก อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยมะเร็งผิวหนัง

5. กลืนอาหารลำบาก

     ทั้ง ๆ ที่เปลี่ยนมากินอาหารเหลวหรือซุปต่างๆ แล้ว อาจเป็นอาการแสดงของมะเร็งในหลอดอาหาร

6. ช่องปากมีฝ้า

     ผู้หญิงที่สูบบุหรี่ควรหมั่นสังเกต ถ้ามีฝ้าขาวภายในช่องปาก มีจุดขาวๆ หรือตุ่มเนื้อสีขาวบนลิ้น อาจเป็นความผิดปกติในระยะก่อนมะเร็งช่องปากที่เรียกว่า "Leukoplakia"

7. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

     ผู้หญิงบางคนอาจจะดีใจที่อยู่ ๆ ก็ผอมลง ถ้าน้ำหนักลดลงมากกว่า 5 กิโลกรัมต่อเดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยมะเร็ง แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะเกิดจากภาวะอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งก็ได้

8. ต่อมน้ำเหลืองโต

     ถ้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ลำคอหรือบริเวณอื่นๆ โตขึ้นนานกว่า 1 เดือน หรือโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีแนวโน้มว่าจะเล็กลง อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งของอวัยวะใกล้เคียง ที่แพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อก็ได้ แต่ถ้าหาสาเหตุไม่เจอ แพทย์อาจจะทำการตัดชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองไปตรวจเพิ่มเติม

9. มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ

     การมีไข้เรื้อรังโดยไม่ได้เป็นหวัดหรือติดเชื้อใด ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยมะเร็งได้เช่นกัน การมีไข้มักเกิดจากมะเร็งแพร่กระจายออกไปจากอวัยวะที่เป็นมะเร็ง และอาจเป็นอาการหนึ่งของมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้

10. อ่อนเพลียนาน ๆ

     อาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยอย่างหนึ่งของมะเร็งเช่นกันโดยอาจเป็นอาการเริ่มแรกของมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือโรคลิวคีเมีย และอาจเป็นอาการของมะเร็งที่ลุกลามมากแล้ว เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่บางชนิด

 

     "มะเร็ง" เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าตรวจพบตั้งแต่เริ่มแรก อย่าละเลยสัญญาณเตือนภัยมะเร็งทั้ง 10 ประการนะครับ ถ้าร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนดังกล่าวแล้ว ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ !!!

 

     ดังนั้น การรับประทานสมุนไพร จีเฮิร์บ ของคุณหมอสมหมาย เพื่อเป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาระบบน้ำเหลืองให้ทำงานได้ดีอยู่เสมอ ปิดโอกาสการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะ โรคมะเร็ง 

การดูแลตัวเองเมื่อป่วยเป็น "โรคมะเร็ง"

     - รับประทานสมุนไพร จีเฮิร์บ ของหมอสมหมาย ทองประเสริฐ อย่างต่อเนื่อง เช้า กลางวัน เย็น มื้อละ 4 – 6 เม็ด

     - ปรับอาหารโดย งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งเนื้อปลาด้วย งดนม งดไข่ งดน้ำมัน งดน้ำตาล (เพราะมะเร็งชอบโปรตีน ไขมัน และน้ำตาล) เน้นรับประทานผักและผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เนื่องจากคนที่เป็นมะเร็ง ภายในร่างกายจะร้อน จึงต้องรับประทานอาหารฤทธิ์เย็น

          - ผักฤทธิ์เย็นได้แก่ ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักตำลึง 
ผักปรัง ผักหวาน ยอดฟักทอง ยอดฟักแม้ว ฟัก ฟักทองอ่อน ข้าวโพด ถั่วลันเตา ถั่วแขก ผักโขม บล็อกโคลี่ ดอกกะหล่ำ หน่อไม้น้ำ (แอสพารากัส) มะเขือยาว มะเขือเปราะ ผักกาดหอม เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า ดอกแค ยอดแค ปลีกล้วย มะรุม มะเขือเทศ ผักสลัด เป็นต้น (สำหรับผักคะน้า กะหล่ำปลี ผักโขม ถั่วฝักยาว หรือผักที่มีกลิ่นฉุน จะมีฤทธิ์ร้อน ควรงดหรือลดไว้ก่อน)

          - ผลไม้ฤทธิ์เย็น ได้แก่ แคนตาลู้ป แอปเปิ้ล ชมพู่ ส้มโอ แตงโม สับปะรด กล้วยน้ำว้าห่ามๆ มะละกอห่ามๆ แก้วมังกร มังคุด มะม่วงดิบ ส้มเช้ง เป็นต้น (ทุเรียน ลิ้นจี่ ลำไย ขนุน ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยไข่ มะม่วงสุก กล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก เป็นผลไม้ฤทธิ์ร้อน ควรงด)

สำคัญที่สุด!!

ก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อ ต้องเริ่มที่น้ำปั่นผัก ผลไม้ ผักสดก่อนเสมอ จึงตามด้วยอาหารหลัก

ระหว่างมื้ออาหาร หรืออาหารว่าง ให้รับประทานผลไม้ หรือน้ำปั่นผัก หรือน้ำเต้าหู้ เป็นต้น

     - สวดมนต์ นั่งสมาธิทุกเช้าและก่อนนอน ต้องไม่เครียด ไม่กังวล ไม่กลัวความตาย ทำใจให้สบาย สงบ หากจิตใจสงบ สบายแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้มากขึ้น

     - ออกกำลังกายโดยเดินเร็ว 2 กิโลเมตร หรือแกว่งแขน
วันละ 300 – 400 ครั้ง

     - หายใจเข้าปอดลึกๆ นิ่งไว้ นับในใจ 1 ถึง 4..... ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ ช่วงฝึกหายใจให้หลับตาเพื่อทำสมาธิไปในตัว ฝึกหายใจเช่นนี้วันละ 2 - 3 ครั้ง ครั้งละ 30 รอบ (หายใจเข้าและออก นับเป็น 1 รอบ) เพื่อให้อ๊อกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้มาก (มะเร็งไม่ชอบอ๊อกซิเจน)

หลังจากปฎิบัติตัวเช่นนี้ประมาณ 5 เดือน ไปทำ MRI ที่ตับ แล้วตรวจค่าเลือด CEA เพื่อดูค่ามะเร็งที่ลดลง (คนปกติมีค่า CEA ไม่เกิน 5)

 

หมายเหตุ !!!
     - งดของหมัก ของดอง อาหารทะเล เนื้อสัตว์ นม ไข่ อาหารที่ใส่สารปรุงแต่ง หรือใส่สารกันบูด เพราะสารเหล่านี้จะลดภูมิคุ้มกันของร่างกายลง
     - อาหารแต่ละมื้อ ควรเป็นผักและผลไม้ ให้เท่ากับหรือมากกว่าข้าว
     - ผลไม้ที่มีรสหวานมาก ให้รับประทานแต่น้อย


รู้ทันมะเร็ง ดีที่สุดคือป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็ง

  "มะเร็ง" คือ โรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์ราวใบไม้ร่วง ทุกปีมีคนเสียชีวิตจากมะเร็งเป็นจำนวนมากจัดเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ ของไทย และถึงแม้คุณหมอสมหมาย  ทองประเสริฐ  จะมีฉายา ” หมอเทวดา ”  แต่ก็มิใช่ท่านจะช่วยได้ทุกชีวิตที่เจ็บป่วยมาต่อคิวรับการรักษา  เพราะโรคมะเร็งเป็นโรคที่ค่อยไม่ได้ กินทุกวินาทีกินแม้ขณะหลับหรือตื่น  ท่านเปรียบกับไฟลามทุ่ง ไฟไม่ค่อยท่าดอกเบี้ยธนาคารกินวันละหน  แต่มะเร็งกินตลอดเวลา  คุณหมอได้ให้นิยามเกี่ยวกับมะเร็งไว้อย่างเห็นภาพว่า

 

     มะเร็ง  คือ  ขโมย  ซึ่งเข้าบ้านโดยเราไม่รู้ตัว  เพราะทุกคนที่เป็นมะเร็งจะไม่รู้ตัวทั้งนั้น  มารู้เมื่อมันโผล่มาแล้ว  เหมือนพวกขโมยจะเข้าบ้านเมื่อไหร่เราไม่รู้ตัว  ตื่นมาข้าวของก็หายไปหมดแล้ว

     มะเร็ง  คือ  ผู้ร้าย  ซึ่งร้ายที่สุดและหนีตำรวจสุดฤทธิ์  ตำรวจไล่ไม่มีทันเพราะฉะนั้นการรักษาสมัยใหม่ก็คือการไล่รักษา เดี๋ยวให้โน่นย้ายนี่  ไล่กันไปเรื่อยๆ  คนไข้บางคนมาหาหมอสมหมายแล้วบอกว่า  หมอที่รักบอกว่าไม่รู้จะให้ยาอะไรแล้ว  ดื้อยาเคมีหมด  ให้ไปหาสมุนไพรกิน  อย่างนี้เป็นต้น

     มะเร็ง  คือ  ขี้ผง  กวาดเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด  มะเร็งมันชอบซุกซ่อนอยู่ตามอวัยวะในร่างกาย  ไม่รู้ว่าตรงส่วนไหน  แต่อยู่ดีๆ 10 ปีฉันก็โผล่มาเล่นงาน เป็นเรื่องน่ากลัวมากที่สุด 

     อาทิ ท่านตัดเอาก้อนเนื้อออกเชื้อมะเร็งไม่ได้อยู่ในก้อนเนื้อแต่อย่างเดียว เชื้อมะเร็งอยู่ในเลือด ในน้ำเหลือง ในเนื้อเยื่อ  มีสิทธิ์งอกหรือกระจายใหม่ได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นการผ่าตัดก็ดี  การฉายแสงก็ดี  การใช้ยาเคมีก็ดี  คือการรักษาแบบยับยั้งชั่วคราวเท่านั้น อย่าคิดว่าหายขาด มะเร็งอาจงอกใหม่ได้ทุกเมื่อเพราะแผนปัจจุบันในการรักษามะเร็ง ได้แค่ ตัด ใช้คีโม ฉายแสง วนอยู่อย่างนี้ ดีไม่ดีก็เปลี่ยนชนิดของยาให้แรงขึ้นๆ ผลก็เหมือนเดิม จากประสบการณ์ของผมซึ่งคนไข้มาบอกให้ฟังอยู่เสมอ ในแผนปัจจุบันไม่มียาอะไรควบคุมการกระจายของมะเร็งได้  ทำได้เพียงไล่ตามมะเร็งเท่านั้น คนไข้บางคนตัดเต้านมมา 20 ปี  แล้วงอกใหม่ก็ยังมี ส่วนใหญ่คนไข้จะเสียชีวิตก่อนถึงเวลาหมอนัด คนไข้บางคนหมอนัดอีกหลายเดือนข้างหน้า เมื่อไปทำคีโม ฉายแสง หรือผ่าตัด  ทั้งที่คนไข้อาการหนักอยู่แล้ว แสดงว่าหมอนัดให้เสียชีวิตก่อน

          คุณหมอเป็นคนพูดตรงมาก รักษาได้ก็รักษา รักษาไม่ได้ก็ไม่รักษา  คนไข้บางคนถึงกับร้องไห้โฮกลับไป บางคนพอมีหวัง ท่านก็รักษาต่อชีวิตให้ ลักษณะการตรวจของท่านจะซักละเอียด  ถ้าคนเป็นมะเร็งตับก็จะเอามือไปกดท้องดูที่ตับ  ถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูกก็จะมีเตียงตรวจภายในอยู่ข้างหลัง  ท่านจะเดินไปตรวจสลับกับการนั่งซักอาการ ขนาดอายุ 90 ปีแล้ว แต่ท่านก็เดินตลอดเวลาแถมกระฉับกระเฉงกว่าคนหนุ่มหลายๆ คนเสียอีก

 

ชนิดของมะเร็ง

          จากสถิติของคุณหมอ โรคมะเร็งที่คนไทยเป็นมากที่สุดคือมะเร็งเต้านม อันดับสองมะเร็งปอดและมะเร็งตับ อันดับสามมะเร็งปากมดลูกกับมะเร็งลำไส้  สำหรับมะเร็งต่างๆ และการรักษามีดังนี้ คือ
                                                  

          ศาสตร์ด้านการแพทย์ได้จัดแบ่งชนิดของมะเร็งออกตามแหล่งต้นกำเนิด เช่น มะเร็งที่มีจุดเริ่มต้นที่ปอดในตอนแรก  ต่อให้แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น  ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นมะเร็งปอดอยู่ดี  มะเร็งแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ ๆ ได้ 4 ชนิด คือ คาร์ซิโนมา(Carcinoma), ลิมโฟมา(Lymphoma), ลูคิเมีย(Leukemia) และ ชาร์โคมา(Sarcoma)
          เซลล์ มะเร็งหรือเซลล์เนื้องอกชนิดร้ายแรงจำนวนมาก  จะมีกระบวนการกระจายตัวที่เรียกว่า  เมตาสาซิส(Metastasis) ซึ่งเซลล์จะหลุดออกไปจากจุดที่เริ่มเกิดมะเร็ง  แล้วเดินทางเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองหรือระบบไหลเวียนโลหิตไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  การกระจายตัวของเซลล์มะเร็งทำให้เกิดเนื้องอกขึ้นมาที่จุดใหม่  ซึ่งมักจะเจริญเติบโตรวดเร็วกว่าเซลล์ที่จุดเดิม
          กระบวน การกระจายตัวและการสร้างมะเร็งก้อนใหม่นั้น  ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งขาดอาหาร  เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะใช้พลังงานสะสมของร่างกายจนหมด  เมื่อเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้น  มันจะแย่งชิงเอาสารอาหารจากอวัยวะใกล้เคียง  แล้วปลดปล่อยสารพิษเข้าไปในอวัยวะนั้น  จนในที่สุดอวัยวะนั้นก็จะใช้การไม่ได้

1. คาร์ซิโนมา (Carcinoma)
          ได้แก่ มะเร็งผิวหนัง, มะเร็งเต้านม, มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ, มะเร็งหลอดลม, มะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้  ผู้ป่วยมะเร็ง 80-90% จะป่วยด้วยมะเร็งชนิดนี้


2. ลิมโฟมา (Lymphoma)
          ที่รู้จัก กันดีคือโรคฮ็อดกินส์ (Hodkin ‘s Disease) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติในม้ามและ ระบบน้ำเหลือง


3. ลูคิเมีย (Leukemia)
          มะเร็งในเม็ดเลือดขาวที่คล้ายกับชนิดลิมโฟมา  รวมทั้งมะเร็งในไขกระดูกและต่อมน้ำเหลือง


4. ซาร์โคมา (Sarcoma)
          เป็นมะเร็งที่พบน้อยที่สุด  เป็นมะเร็งที่พบในกระดูก กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด

 

          'มะเร็ง' สามารถหยุดยั้งหรือปิดกั้นเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ มันอาจจะทำให้ระบบการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ  ทำให้ผู้ป่วยบางคนเสียชีวิตจากอาการเลือดไหลไม่หยุด  เนื่องจากมะเร็งยับยั้งภูมิคุ้มกัน  ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส  การรักษาตัวด้วยวิธีบางอย่าง เช่น เคมีบำบัด (Chemotherapy) ด้วยการใช้ยา หรือรังสีบำบัด (Radiotherapy) ด้วยการฉายรังสี  จะยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันไปด้วย


กระบวนการเกิดมะเร็ง

     ขั้น 1 เซลล์มะเร็งจะเกิดการกลายพันธุ์จากเซลล์ปกติ  การรักษาในชั้นนี้คือ  ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก
     ขั้น 2 ก้อนเนื้อมะเร็งจะเจริญเติบโตและอาจกระจายตัวหรือไม่กระจายตัวไปที่ต่อมน้ำ เหลืองแต่เนื้อเยื่อข้างเคียงจะเริ่มมีเซลล์
        มะเร็งเข้าไปแทรกแซงอยู่แล้ว
     ขั้น 3 เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และขยายตัวครอบคลุมไปยังเซลล์ข้างเคียงมากขึ้น
     ขั้น 4 ก้อนมะเร็งกระจายตัวไปยังอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย